สาระน่ารู้ เนื้อหากลุ่มสาระวิชาภาษาต่างประเทศ
โปรแกรมฝึกอ่านอังกฤษออนไลน์ใครก็เรียนได้ไม่เสียสตางค์กวดวิชา
ใครก็อยากเก่งภาษาอังกฤษกันทั้งนั้นระยะหลังผู้ปกครองที่มีฐานะเลยส่งลูกหลานเรียนโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนลกันตั้งแต่อนุบาล
ถ้าไม่มีเงินเรียนโรงเรียนอินเตอร์หรือกวดวิชาภาษาอังกฤษกับครูฝรั่ง ยังมีของฟรีให้เลือก อดใจรออีกนิด นักวิจัยจากจากศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้ฝึกฝนกัน ไม่เฉพาะแต่นักเรียน ผู้ใหญ่ก็เรียนได้ผ่านเว็บไซต์โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา
นายภาสพันธ์จิโนทา นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มจธ. เปิดเผยว่า ซอฟต์แวร์ฝึกทักษะการอ่านนำทีมพัฒนาโดย ดร.พรนภิส ดาราสว่าง อาจารย์จากศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ที่รู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษน้อย สามารถเข้าใจเนื้อหาหรือความหมายของประโยคได้ง่ายขึ้น
ทีมวิจัยตั้งใจพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กลุ่มนักเรียนมัธยมขึ้นไปเข้ามาใช้ฝึกทักษะด้านการอ่านและการทำความเข้าใจเนื้อหาภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง โดยที่ผู้เรียนสามารถใช้บริการผ่านเว็บออนไลน์ที่ไหนก็ได้ โดยไม่เสียเงินหรือเวลาไปนั่งเรียนตามโรงเรียนกวดวิชาให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป ผู้ช่วยนักวิจัยกล่าว
บทเรียนฝึกทักษะการอ่านมีบทเรียนทั้งหมด6 บท ได้แก่ การฝึกอ่านจับใจความสำคัญของเรื่อง การอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้อมูลเฉพาะ การเดาเนื้อหาก่อนอ่านเรื่อง การเดาความหมายคำศัพท์จากเนื้อหารอบข้าง การเข้าใจเนื้อหาจากสื่อรูปภาพ และการตีความเนื้อหา
เนื้อหาในแต่ละบทจะมีแบบทดสอบก่อนเริ่มเรียนทั้งรูปแบบตัวเลือกตอบ และการตอบคำถามด้วยตัวเอง แบบทดสอบแต่ละบทจะมีจำนวนข้อทดสอบต่างกันตามความยากง่ายของเนื้อหาในบทเรียน เมื่อทดสอบเสร็จแล้วยังมีเกมมาให้ผู้เรียนเล่นเพื่อฝึกฝนทักษะพื้นฐานก่อนที่จะเริ่มสู่บทเรียนของจริง
ยกตัวอย่างบทที่สอง ซึ่งเป็นการอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้อมูลเฉพาะ ระบบมีเกมจับผิดภาพ เพื่อทดสอบสายตาของผู้เรียน ในการมองรายละเอียดภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ภายใต้เวลาที่กำหนด แบบทดสอบแต่ละข้อก็จะมีเวลากำหนดเช่นกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถฝึกทักษะการตัดสินใจที่ว่องไว โดยคำตอบนั้นถูกต้องด้วย
ผู้ช่วยนักวิจัยกล่าวอีกว่าซอฟต์แวร์ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น แม้รูปแบบเมนูคำสั่งจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ทีมวิจัยพัฒนาให้คำสั่งหรือคำอธิบายเหล่านั้นสามารถพากย์เป็นภาษาไทยได้ เมื่อนำเม้าส์ไปคลิกเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงตัวเนื้อหาแต่ละบทได้มากที่สุด
เสียงพากย์ภาษาไทยจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาได้ว่าบทเรียนนี้มีเนื้อหาที่ต้องเรียนอย่างไรบ้างและผู้ที่เรียนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่กำลังจะเรียน ก็จะช่วยให้ทำแบบทดสอบได้ดีขึ้นด้วย นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์กล่าว
โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยระหว่าง เดือนตุลาคม 2550-ตุลาคม 2551 หลังจากทีมวิจัยพัฒนาระบบแล้วเสร็จ จะนำบทเรียนนี้ไปเผยแพร่ที่ www.thaicyberu.go.th เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วยตนเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึก
เคล็ดลับ10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้าคุณจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้คุณจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินในตัวคุณออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่คุณเรียนอยู่ ภาพที่คุณวาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่คุณกำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าคุณจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
สร้าง: ออกแบบ flashcards ศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วย
ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้คุณจำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไป
ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่คุณพยายามเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้คุณจำการออกเสียงของคำใหม่นั้น
เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่คุณชอบหรือสนใจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นคุณควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คุณคิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้คุณจำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !
ข้อจำกัด: คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้คุณสมองตื้อแทน
สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ
ขอขอบคุณข้อมูล http://www.ticthai.com/webboard
เทคนิคเก่งอังกฤษ
ใครที่มีปัญหาฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เชิญทางนี้ 'Edutainment Zone' มีเทคนิคเพิ่มทักษะด้านต่าง ๆ มาฝาก เรียนรู้ด้วยตัวเองง่าย ๆ จากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน
ขยันอ่าน ไม่ว่าจะเป็นบทความต่าง ๆ จากหนังสือหรือนิตยสาร อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คุ้นเคยกับคำศัพท์และรูปประโยค ในช่วงแรกอาจหาแรงจูงใจในการอ่านจากหนังสือที่ชอบหรือสนใจ เช่น หนังสือการ์ตูนชื่อดังหลายเล่ม ที่ปัจจุบันมีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษแบบง่าย
ใช้ดิกชันนารีเป็นประจำ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการฝึกภาษาอังกฤษ ถ้าจะให้ดีควรใช้ดิกชันนารีภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างความเข้าใจ ความคุ้นเคยกับคำศัพท์ และได้เห็นตัวอย่างการเรียบเรียงประโยค
เรียนภาษาอังกฤษจากเกม เพลง และหนัง อาทิ เกมปริศนาอักษรไขว้ เกมเติมคำศัพท์ต่าง ๆ ที่ปัจจุบันมีรูปแบบหลากหลายน่าสนใจ นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้นึกหาคำศัพท์ ส่วนใครเป็นคอหนัง ควรเน้นดูหนังต่างประเทศเยอะ ๆ หากใครรักเสียงเพลงสามารถใช้ความชอบให้เป็นประโยชน์โดยการฟังเพื่อฝึกทักษะด้านสำเนียงการออกเสียง และปิดท้ายด้วยการหาความหมายของศัพท์ในบทเพลงด้วย
หมั่นทบทวนและหาโอกาสใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มจากจดบันทึกศัพท์หรือประโยคใหม่ ๆ ไว้ท่องจำ นอกจากนี้ ควรหาโอกาสสนทนากับคนพูดภาษาอังกฤษ ที่สำคัญอย่าอายที่จะพูด เพราะการเรียนจากตำราอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยันหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
‘เทคนิคเก่งอังกฤษ’ นั้น แท้จริงแล้วไม่อยาก แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการเรียนรู้ ดังนั้น ต้องสร้างวินัยให้ตัวเองด้วย.
‘รัตติกาล’
rattikarnt@dailynews.co.th
ขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
กลยุทธ์ในการเรียนภาษาให้ดี
เคล็ดง่ายๆ แบบที่แอนดรูว์ บิ๊ก ย้ำเสมอก็คือ ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว อย่าอายยยย"
คือต้องหัดพูดบ่อยๆ ฟังบ่อยๆ อย่างเวลาดูวีดีโอแล้วยังจับความไม่ได้นั้น เป็นเรื่องธรรมดา เพราะบางทีเราจะชินกับการอ่านคำบรรยาย เลยเสียสมาธิการฟังไปครึ่ง ดังนั้น ต้องพยายามฟังแหลก อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆกว่าจะจูนติด แต่ในที่สุดจะต้องได้ผล
แต่ถ้าจะให้เก่งขนาดเหมือนฝรั่งพูดคงต้องไปอยู่ต่างประเทศ อันนี้ไม่ได้ประชด เพราะสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ จะบังคับให้เราต้องใช้ภาษาของเขาไปโดยปริยาย และชินกับสำเนียงการออกเสียงของคนในประเทศนั้นๆ
เอาล่ะ ถ้าไม่อยากเสียเงินไปต่างประเทศ (เพราะเวลานี้ไม่ค่อยเหมาะนักหรอก) เราก็หัดฝึกเอง ไปหาที่เรียนพิเศษ ที่เป็นคอร์สสนทนาก็ได้ รับรองว่าใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน ไม่ต้องไปซีเรียสเรื่องสำเนียงมากเพราะดูชาวต่างชาติพูดภาษาไทย เขาเองก็ยังพูดไม่ได้เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์นี่นา
และการฝึกพูด การฟัง ก็สามารถใช้สิ่งบันเทิงที่น้องๆ ชอบฟัง - ดูมาฝึกภาษาอังกษได้อีกทาง ทั้งการดูหนัง ฟังเพลงที่เป็นภาษาอังกฤษ ฟังบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ กับเรื่องเดิมๆ เพลงเดิมนี่แหละ ฝึกจนชินแล้วค่อยพัฒนาฟังดูเรื่องใหม่ๆ รับรองว่าช่วยคุณเรื่องภาษาอังกฤษได้ที่ละขั้น
http://www.kroobannok.com/4342
เก่งภาษาอังกฤษ...แบบนีน่า ไม่ต้องดัดจริต.. แค่่ฝึกให้มาก
ทำอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษแบบนีน่าคะ
ขอบอกก่อนเลยนะคะ น่าไม่ได้ถ่อมตัว แต่น่าสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เพอร์เฟคเหมือนฝรั่ง น่าเป็นเด็กไทยที่โตเมืองไทย ภาษาอังกฤษของน่าเขย่งก้าวกระโดดหลังอายุ 22 ปี ดังนั้นใครจะมาอ้างว่าแม่ไม่ได้ส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก หรือไม่ได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ นั้นไม่ใช่เหตุผลเลยค่ะ ทุกคนเก่งภาษาอังกฤษได้
แล้วทำไมนีน่าถึงสนใจอยากเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาได้ละคะ
ขั้นแรกต้องรู้สึกอยากพูดให้ได้ค่ะ ถ้าไม่อยาก ก็ไม่ต้องเรียน มันจะลำบากมาก เพราะใจไม่ไป ถ้าเราอยากพูดเมื่อไรหนทางที่เราจะประยุกต์ให้ตัวเองเก่งภาษาอังกฤษมันจะมาเอง น่าชอบอ่านหนังสือดาราฝรั่ง ชอบฟังเพลงฝรั่ง ชอบแกะเนื้อ ชอบร้องตาม อยากร้องเพลงให้เหมือน ชอบดูหนังฝรั่ง อ่านภาษาอังกฤษซับไตเติ้ลบ้าง คุยกะคนต่างชาติบ้าง ตอนแรกก็อาย
แต่ฝรั่งกลุ่มแรกที่น่าี่รู้จักคือครูสอนเต้น แรก ๆ ก็เขิน แต่เขาคือครูเรา เจอตอลดเวลา อายมาก แต่รวบรวมความกล้า ตอนหลังก็ไม่อาย เพราะชอบครู เลยเตรียมไปพูดกะเขาประโยคเดียว พอเขาตอบมา ฟังไม่รู้เรื่องเลย ก็ต้องหาหนทางต่อไป บางคนใช้วิธีไปเรียนกับครูฝรั่ง ครูสอนออกกำลังกายฝรั่ง รวมทั้งบางคนชอบเซิร์สในเน็ต ซึ่งต้องอ่านภาษาอังกฤษทำให้เรา อ่านเก่งขึ้น บางคนบ้านักร้อง อยากเข้าไปอ่าน แปลไม่ออกก็พยายามเปิดดิคชันนารี ทั้งหมดก็เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง เรียนภาษาอังกฤษ
ที่มา http://www.geocities.com/kradasdee/nena.html
เทคนิคภาษาอังกฤษ
ในบางครั้งที่อ่านบทความภาษาอังกฤษ เราอาจพบกับคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เราไม่ทราบความหมาย พจนานุกรม (Dictionary) เป็นสิ่งที่จะช่วยเราได้ดีที่สุดและทำให้เราได้เรียนรู้คำใหม่นั้นๆ ในการเปิดดูความหมายของคำศัพท์ ในพจนานุกรม เราควรดูที่มาของคำศัพท์นั้นประกอบกับคำแปลด้วย เพราะคำศัพท์ใหม่คำอื่นๆ อาจประกอบด้วย รากศัพท์หรือที่มาของคำศัพท์เราจำได้จากคำศัพท์เก่าที่เราเคยเปิดพจนานุกรมดูแล้ว ทำให้เราพอจะเดาความหมายได้คร่าวๆ หรืออาจจะถูกต้องเลยก็ได้ นอกจากนั้นเวลาเปิดพจนานุกรมเราควรดูการออกเสียงของคำศัพท์นั้นๆ ด้วย รวมถึงการเน้นเสียง (Stress) ที่ถูกต้อง เพราะมีบ่อยครั้งที่ลักษณะการออกเสียงไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดไว้ ถ้าเราไม่มีพจนานุกรม เราก็คงต้องเดาความหมายคำศัพท์คำใหม่นั้นๆ แต่เป็นการเดาอย่างมีหลักการ ซึ่งเราแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้แก่
1. การเดาความหมายจากข้อความแวดล้อม (Context clues)
ตัวอย่างเช่น Elvis Presley was afraid of being assassinated, and he wore a bullet-proof vest, but he couldn't stay away from the crowds who loved him.
จากประโยคข้างต้น ความหมายของคำว่า assassinate น่าจะหมายถึง ฆ่า เพราะข้อความที่ตามมาบอกว่า เขาใส่เสื้อเกราะกันกระสุน ดังนั้นสิ่งที่ Elvis Presley กลัวก็น่าจะหมายถึงการถูกฆ่าหรือจากตัวอย่างเช่น
His sister is so indolent. She sleeps late and never does chores unless yelled at.
คำว่า indolent น่าจะหมายความว่า ขี้เกียจ เพราะจากประโยคที่ตามมาว่าเธอหลับดึกและไม่ทำงานบ้าน
นอกจากจะถูกตะโกนสั่ง
2. การเดาความหมายโดยวิธีแยกรากศัพท์
เราอาจแยกส่วนประกอบของคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ยาวๆ ออกเป็น Prefix, Root และ/หรือ Suffix โดยที่ Prefix หมายถึง คำที่วางหน้าส่วน Root (รากศัพท์) แล้วทำให้เกิดความหมายหรือทำให้ความหมายของ Root นั้นเปลี่ยนไป เช่น Re- = again :
Reuse = use again
Reload = load again
Reheat = heat again
Inter- = between :
Interact = act in between
En- or Em- + adj. = to make :
Ensure = to make sure
Enlarge = to make large
En- or Em- + n. or v. = to put into or on :
Endanger = to put into danger
Empanel = to put in a panel
ส่วน Root หรือรากศัพท์ เป็นส่วนที่เราต้องเพ่งความสนใจเป็นพิเศษเพราะมันเป็นส่วนที่ให้ความหมายหลัก แต่ก็เป็นส่วนที่เราต้องจำมากที่สุดด้วย เช่น
aqua = water : Aquarium = an artificial pond for water creatures
fact = make,do : Manufacture = to make (goods) using machinery
ject = throw : Trajectory = a path of something thrown in the air
vert = turn,change : Convert = to change from one form to another
port = carry : Portable = that can be easily carried
สุดท้ายก็เป็น Suffix ซึ่งเป็นส่วนที่บอกถึงหน้าที่ (Part of speech) ของคำนั้นๆ เช่น
Portable (adjective) = that can be easily carried
Portably (adverb) = in the way that can be easily carried
Portage (noun) = (cost of) carrying goods ; carrying boats
Portative (adjective) = of carrying ; able to be carried
อยากเก่งภาษาอังกฤษทำยังไง
จริง ๆ แล้ว ภาษาอังกฤษ นั้นต้องการคำจำกัดความสำคัญ 2 อย่างที่เป็นความจำเป็นต้องมี คือ การเตรียมตัวที่ดี และ การมีความมั่นใจ แต่เหล่านี้จะเกิดขึ้นลอย ๆ คงไม่ได้ละครับ มันต้องมี Strategy หรือ ยุทธวิธีที่ดี ก็คือ
- ใช้ภาษาอังกฤษบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ฟังภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลง ดูข่าว ฟังชาวต่างชาติพูด เปิดหูเปิดตาฟังให้หมด
- พูดภาษาอังกฤษ อยู่เมืองไทย อาจไม่ง่ายนักที่จะหาโอกาสพูดภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง บางคนอาจโชคดีได้ไปเรียนซัมเมอร์หรือ Short course ในต่างประเทศ ก็มีส่วนช่วยได้พอสมควร แต่บางคนก็หาโอกาสคุยกับชาวต่างประเทศที่มาในเมืองไทย เช่น ครู อาจารย์ฝรั่งที่โรงเรียน นักท่องเที่ยว ก็ถือเป็นประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน
- ควรมีการ อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ เป็นประจำ เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ป้ายโฆษณา ฯลฯ
- เขียน E-mail เขียนเนื้อเพลง เขียน Note น่ารัก ๆ เป็นภาษาอังกฤษให้เพื่อน ทำวันละนิด ให้สนุกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะเป็นการสร้างเสริมทักษะ ความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
เหล่านี้แหละครับ ที่เมื่อทำเป็นกิจวัตรประจำวันไปเรื่อย ๆ แล้ว เชื่อว่า ไม่นานเกินไปนัก ทุกคนที่ฝึกฝน เตรียมตัวดีแล้ว ความมั่นใจก็จะตามมา และภาษาอังกฤษที่คนส่วนใหญ่บอกว่ายาก อาจเป็นเรื่องชิว ชิว สำหรับทุกคนได้…
ที่มา http://blog.eduzones.com/inter/6889
เทคนิคเพิ่มความเร็วในการอ่านภาษาอังกฤษ
จากการเคยทำข้อสอบเกี่ยวกับ ส่วนของ reading ที่เราเคยกลัวและคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่เราได้เทคนิดดี ๆ มาฝาก เริ่มจากการต้องปรับเปลี่ยนวิธีการอ่าน จากที่เคยอ่านแบบละเอียดแปลทุกข้อความ หรือคิดว่าต้องรู้ศัพท์ทุกตัวจึงจะทำข้อสอบหรืออ่านได้ดี แต่เป็นการคิดผิด ความจริงไม่จำเป็นเลยที่ต้องเข้าใจคำศัพท์ทุกตัว เทคนิคการอ่านจับใจความด้วยเวลาที่รวดเร็วสรุปแล้วสำหรับเรามีหลักอยู่ 5 ข้อ
1. ขั้นแรกถ้าในการทำข้อสอบ เราต้องเริ่มที่คำถาม เพราะว่าในการสอบอ่านตั้งมากมายเพื่อมาตอบคำถามเพียง 4-5 คำถาม ดังนั้นเราควรตรวจสอบคำถามก่อน ทำให้ลดขอบเขตที่ต้องสนใจหรือจับใจความสำคัญลดลง
2. หลังจากตรวจสอบคำถาม เราก็มาเริ่มอ่านโดยอ่านอย่างรวดเร็ว และอ่านรวดเดียวจนจบเรื่อง อย่าพยายามกลับมาอ่านประโยคที่อ่านผ่านไปแล้ว เพราะมันจะทำให้เรางง และก็งง
3. อย่าสะดุดนะเมื่อเจอคำศัพท์ที่ตนไม่รู้ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนส่วนมาก รวมทั้งเราที่เป็นหนึ่งในนั้น มันไม่จำเป็นเลยที่เราต้องรู้ความหมายของศัพท์ทุกตัว เพราะสามารถเดาความหมายได้จากบริบทคำแวดล้อมได้ จะได้ลองหัดเดาคำศัพท์ด้วยไง
4. จินตนาการ เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะบางที่ทำให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เค้าต้องการจะบอกได้ดีและพยายามเดาเรื่องราว วาดภาพในใจตามไปด้วยเช่นถ้ากล่าวถึงหมีแพนด้า เราก็จินตนาการภาพไปด้วยว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร หรือว่ามันอาศัยอยู่ที่ไหน กินอะไรเป็นอาหาร ก็ทำให้เราเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น
5. พยายามสรุปในสิ่งที่อ่านเค้าต้องการบอกอะไร และสามารถตั้งคำถามเอง ตอบเองได้ และฝึกฝนด้วยการอ่านให้มากขึ้น
ก็มีเทคนิดการอ่านแต่ละประเภทแยกย่อยไปอีกแล้วเดี๋ยวมาแยกประเภทการอ่านอีกทีนะ ซึ่งตอนนี้เรากำลังปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไม่ยึดติดกับการแปลความหมายคำต่อคำ นอกจากรูปประโยคที่แปลไม่สวย แล้วยังแปลผิดๆ ถูกๆ อีก
Reference : http://www.numvarn.com/blog/?q=node/66
รู้จักภาษาอังกฤษดีพอหรือยัง
ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาตระกูลเจอร์เมนิกตะวันตก มีต้นตระกูลมาจากอังกฤษ. เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแรกมากที่สุดเป็นอันดับ 3 (พ.ศ. 2545: 402 ล้านคน) ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลาง (lingua franca) เนื่องจากอิทธิพลทางทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่เป็นไปได้ นักศึกษาเกือบทุกคนทั่วโลกจำเป็นจะต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และความรู้ในภาษาอังกฤษ จำเป็นสำหรับการทำงานหลายด้านอาชีพ เช่น สถาบันอุดมศึกษา ต้องการความรู้ในภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี
คำว่า อังกฤษ ในภาษาไทย มีที่มาจากคำอ่านของคำว่า Inggeris ในภาษามลายูที่ยืมมาจาก anglais
ภาษาอังกลิช/แองกลิช (Angles) เป็นภาษาโบราณซึ่งใช้กันในชนชาติแองโกลที่อพยพสู่เกาะบริเตน และเป็นหนึ่งในภาษาแบบฉบับของภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น หากพูดถึงภาษาแองกลิชแล้ว ก็ต้องระวังเสียงพ้องกับคำว่า ภาษาอังกฤษ
การกระจายทางภูมิศาสตร์
สัดส่วนผู้ใช้ภาษาอังกฤษ (Crystal 1997)
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้มากเป็นอันดับ 3 หรือ 4 ของโลก รองลงมาจากภาษาจีน ภาษาฮินดี และใกล้เคียงกับภาษาสเปน
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกในประเทศต่างๆ ต่อไปนี้ ออสเตรเลีย บาฮามาส บาร์บาดอส เบอร์มิวดา ยิจิบรอลตาร์ กายอานา จาไมกา นิวซีแลนด์ แอนติกาและบาร์บูดา เซนต์คิตส์และเนวิส ตรินิแดดและโตเบโก สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ยังมีฐานะเป็นภาษาราชการร่วมกับภาษาอื่นๆ ใน เบลีซ (ร่วมกับภาษาสเปน) แคนาดา (ร่วมกับภาษาฝรั่งเศส) โดมินิกา เซนต์ลูเซียและเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (ร่วมกับภาษาครีโอลฝรั่งเศส) ไอร์แลนด์ (ร่วมกับภาษาไอริช) สิงคโปร์ (ร่วมกับ ภาษามาเลย์ ภาษาจีนกลาง ภาษาทมิฬ และภาษาเอเชียอื่นๆ) และแอฟริกาใต้ (ซึ่ง ภาษาซูลู ภาษาโคซา ภาษาแอฟริคานส์ และ ภาษาโซโทเหนือ มีคนพูดมากกว่า) และเป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาราชการที่ใช้กันมากที่สุดในอิสราเอล
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการที่ไม่ใช่ภาษาท้องถิ่นในแคเมอรูน ฟิจิ ไมโครนีเซีย กานา แกมเบีย ฮ่องกง (จีน) อินเดีย คิริบาส เลโซโท ไลบีเรีย เคนยา ประเทศนามิเบีย ไนจีเรีย มอลตา หมู่เกาะมาร์แชลล์ ปากีสถาน ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะโซโลมอน ซามัว เซียร์ราลีโอน สวาซิแลนด์ แทนซาเนีย แซมเบีย และซิมบับเว
ในทวีปเอเชีย ประเทศที่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของบริติชเช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการโดยมีการเรียนการสอนในโรงเรียน ในฮ่องกงภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการร่วมกับภาษาจีนใช้ในการติดต่อธุรกิจ อย่างไรก็ตามในฮ่องกงมีคนจำนวนมากไม่รู้ภาษาอังกฤษ
เสียงสูงต่ำ
การเน้นเสียง
ขอบคุณข้อมูลจาก http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=351860&chapter=1
การเน้นเสียงในคำ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในลักษณะ ภาษา stress-timed ซึ่งจะมีการเน้นเสียงที่คำคำหนึ่งโดยการเน้นให้เสียงดังขึ้นหรือเสียงสูงขึ้น ในดิกชันนารี จะนิยมเขียนเครื่องหมายอะพอสทรอฟี ( ˈ ) ไว้ด้านหน้า (เช่น IPA หรือ พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด) หรือเขียนไว้ด้านหลัง (พจนานุกรมเว็บสเตอร์) โดยทั่วไป คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มี 2 พยางค์ สามารถกล่าวได้ว่า ถ้าเน้นเสียงที่พยางค์แรก คำนั้นส่วนใหญ่จะเป็น คำนาม หรือ คำคุณศัพท์ และถ้าเน้นเสียงที่พยางค์ที่ 2 คำนั้นส่วนใหญ่จะเป็น คำกริยา
การเน้นเสียงในประโยค
การเน้นเสียงในประโยคใช้ในการบอกความสำคัญของประโยค โดยประโยคทั่วไปจะเน้นเสียงที่คำหลักที่มีความหมายเฉพาะ โดยจะไม่เน้นเสียงที่ คำสรรพนาม และกริยาช่วย โดยประโยคทั่วไป
That | was | the | best | thing | you | could | have | done!
จะเห็นได้ว่ามีการเน้นเสียงที่คำว่า "best" และ "done" โดยคำอื่นที่เหลือจะไม่มีการเน้นเสียง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อต้องการเน้นที่คำใดคำหนึ่งโดยเฉพาะ การเน้นเสียงจะเปลี่ยนไป เช่น
John hadn't stolen that money. (จอห์นไม่ได้ขโมยเงินไป)
จะเน้นเสียงได้หลายแบบ เพื่อแสดงหลายความหมายโดยนัยของประโยค เช่น
John hadn't stolen that money. (... คนอื่นเป็นคนขโมย)
John hadn't stolen that money. (... คุณบอกว่าเขาทำ แต่เขาไม่ได้ทำ)
John hadn't stolen that money. (... ได้รับเงิน แต่ไม่ได้ขโมย)
John hadn't stolen that money. (... จอห์นขโมยเงินของคนอื่น)
John hadn't stolen that money. (... จอห์นขโมยอย่างอื่น)
คำศัพท์
คำศัพท์ส่วนมากในภาษาอังกฤษจะมีรากศัพท์จากภาษาเจอร์เมนิกและภาษาละติน โดยคำจากเจอร์เมนิกจะเป็นศัพท์ที่สั้นและเป็นศัพท์ในชีวิตประจำวัน และคำศัพท์อังกฤษที่รากศัพท์มาจากละติน จะถือว่าเป็นคำศัพท์ของคนชั้นสูงและมีการศึกษาในสมัยก่อน ในปัจจุบันผู้ใช้ภาษาอังกฤษสามารถเลือกใช้คำที่มีความหมายเหมือนกันเช่น "come" (เจอร์เมนิก) "arrive" (ละติน); freedom (เจอร์เมนิก) "liberty" (ละติน); oversee (เยอร์มานิก) "supervise" (ละติน) "survey" (ฝรั่งเศสที่มาจากละติน)
นอกจากนี้ในชื่อสัตว์และเนื้อสัตว์จะใช้ศัพท์แยกจากกัน โดยตัวสัตว์จะใช้ศัพท์จากเจอร์เมนิกเป็นคำศัพท์จากชนชั้นล่างในอังกฤษ ขณะที่เนื้อสัตว์ที่เป็นอาหารใช้ศัพท์จากภาษาฝรั่งเศสที่มีรากศัพท์ละตินซึ่งเกิดจากคำศัพท์ผู้บริโภคชั้นสูง เช่น "cow" และ "beef"; "pig" และ "pork"
ในปัจจุบันได้มีคำศัพท์ใหม่จากภาษาอื่นเข้ามาใช้ในภาษาอังกฤษ หลายภาษารวมถึงฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน ญี่ปุ่น และภาษาต่างๆ ตัวอย่างคำเช่น creme brulee, cafe, fiance, amigo, karaoke
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในลักษณะ ภาษา intonation ซึ่งหมายถึงการใช้เสียงสูงต่ำขึ้นอยู่กับประโยคที่ใช้ ต่างกับภาษาไทยที่ใช้วรรณยุกต์เป็นตัวกำกับของเสียงสูงต่ำ ประโยคในรูปแบบต่างกัน จะใช้เสียงสูงต่ำแตกต่างกัน เช่นประโยคแสดงความตกใจ ประโยคคำถาม ประโยคสนทนา
การขึ้นเสียงสูง และลงเสียงต่ำยังคงสามารถบอกได้ถึงความหมายของประโยค ตัวอย่างเช่น
When do you want to be paid? (คุณต้องการชำระเงินเมื่อไร)
Nów? - เสียงเหมือน /น้าว/ (ขึ้นเสียงสูง ความหมายถึงการแสดงคำถาม ซึ่งหมายถึง สามารถชำระเงินตอนนี้ได้ไหม)
Nòw - เสียงเหมือน /น่าว/ (ลงเสียงต่ำ ความหมายถึงประโยคปกติ ซึ่งหมายถึง ผู้พูดเลือกที่จะชำระเงินตอนนี้)
TOEFL คืออะไร
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 การสอบ TOEFL หรือ The Test of English as a Foreign Language ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งรูปแบบการสอบ การคิดคะแนน และวิธีการสอบ การสอบ TOEFL เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่อย่างคนไทย เพื่อนำผลคะแนนไปยื่นกับสถาบันการศึกษาที่หมายตาเอาไว้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติที่ใช้สมัครเรียนระดับต่างๆ ผลคะแนน TOEFL นั้น ไม่เฉพาะใช้สมัครเรียนในสถาบันการศึกษาที่เป็นระบบอเมริกันเท่านั้น ปัจจุบันประเทศต่างๆ กว่า 110 ประเทศ และสถาบันการศึกษากว่า 6,000 แห่งทั่วโลก ยอมรับผลคะแนน TOEFL
การสอบ TOEFL ในอดีตประกอบด้วย 2 แบบ คือ สอบแบบที่ใช้กระดาษในการทำข้อสอบ (Paper-based Testing : PBT) และการสอบที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำข้อสอบ (Computer-based Testing : CBT) กระทั่งปี 2005 ได้เปลี่ยนแปลงการสอบให้สอบผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet-based Testing : iBT) โดยเลิกใช้การสอบทั้ง 2 แบบไปเรื่อยๆ จนกว่าการสอบผ่านอินเตอร์เน็ตจะแพร่หลายมากขึ้น และยกเลิกไปในที่สุด ในประเทศไทยมีการสอบ iBT แล้วในกรุงเทพฯ ลาดกระบัง หาดใหญ่ นครปฐม ส่วนที่อื่นๆ ยังใช้ระบบ PBT อยู่ คาดว่าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบอินเตอร์เน็ตในการสอบทั้งหมดภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า
การสอบแบบ iBT เป็นการสอบทักษะภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ เป็นการสอบที่ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียนในการสอบ โดยการสอบแต่ละส่วนจะเชื่อมโยงกันทั้งหมด ผู้สอบต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด เพราะหมายความว่าเราจะตอบ พูด หรือเขียนไม่ได้เลย ถ้าไม่ตั้งใจฟังตั้งแต่แรก
สำหรับการสอบ TOEFL iBT จะใช้เวลาสอบประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเน้นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ เพื่อใช้ความรู้ทางภาษาไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับสูง โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ทักษะ ดังนี้
1.Reading เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจของการอ่านในเชิงวิชาการของผู้สอบ โดยผู้สอบต้องตอบคภพามจากบทความ 3 บทความ ในแต่ละบทจะต้องตอบคำถาม 12-15 ข้อ ส่วนนี้ต้องทำข้อสอบรวมประมาณ 39-40 ข้อ
2.Listening เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการฟังภาษาอังกฤษ ผู้สอบต้องฟังบทสนทนาในประเด็นทั่วไป 2 เรื่อง และสถานการณ์จำลองในห้องเรียน 4 เรื่อง ต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยินแต่ละบทสนทนา และเรื่องที่ได้ฟัง โดยส่วนนี้ต้องทำข้อสอบ 34-35 ข้อ
3.Speaking เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการพูดภาษาอังกฤษเนื้อหาเชิงวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามด้วยการพูด รวม 6 ข้อ หลังจากอ่านบทความ และการฟังบรรยายในแต่ละประเด็น โดยแบ่งประเภทของคำถาม ดังนี้
คำถามที่ 1 และ 2 เป็นเรื่องราวที่ผู้สอบคุ้นเคย อาจเป็นประสบการณ์ หรือทัศนะส่วนตัว มีเวลาในการเตรียมตอบคำถาม 15 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 45 วินาทีตในแต่ละข้อ
คำถามที่ 3 และ 4 ผู้สอบจะได้อ่านข้อความสั้นๆ ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง จากนั้นจะได้ฟังบทสนทนา หรือการบรรยายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นนั้น ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตอบคำถาม 30 วินาที และตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ
คำถามที่ 5 และ 6 ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาเพื่อการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ หรือฟังบรรยายทางวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่อ่าน และฟัง โดยการวิเคราะห์ สรุปข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 20 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ
4.Writing เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการเขียนในเชิงวิชาการ โดยผู้สอบต้องแสดงความสามารถในการใช้ภาษา และการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาความคิดในประเด็นที่ได้อ่านจากข้อสอบ 2 ข้อ
คำถามที่ 1 ผู้สอบจะได้อ่านบทความทางวิชาการในเวลาประมาณ 3 นาที และฟังการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้อ่าน จากนั้นผู้สอบต้องสรุปบรรยาย หรือแสดงทรรศนะจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยต้องเขียน 150-220 คำ ในเวลา 20 นาที
คำถามที่ 2 ผู้สอบจะได้อ่านประโยคสั้นๆ และตอบคำถามโดยการบรรยาย หรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลจากสิ่งที่ได้อ่าน โดยต้องเขียนอย่างน้อย 300 คำ ในเวลา 30 นาที
สำหรับการสมัคร TOEFL iBT แบบออนไลน์ เป็นการสมัครสอบที่รวดเร็ว และประหยัดที่สุด ส่วนการสมัครในรูปแบบอื่นยังมีอยู่ เช่น ทางโทรศัพท์ และไปรษณีย์ โดยดูรายละเอียด และสมัครสอบได้ที่ www.est.org/toefl
(ข้อมูลจาก EXIT Smart Learning Magazine ฉบับที่ 16 เดือนสิงหาคม-กันยายน 2006)
http://www.kroobannok.com/3047
10 อันดับของคำที่มักออกเสียงผิดบ่อยๆ
คุณเคยบ้างมั้ยที่พยายามออกเสียงคำไหนแต่ไม่เคยออกเสียงได้ถูกต้องซักที? ศัพท์ภาษาอังกฤษหลายคำเป็นที่ยอมรับว่าออกเสียงได้ยากมาก ตัวอย่างคำศัพท์ต่อไปนี้เป็นที่ขึ้นชื่อว่าออกเสียงยากที่สุด
clothes
อักษร e ไม่ออกเสียง
February
คุณต้องออกเสียงอักษรrทั้งสองตัว: เฟ็บ-รู-อา-หรี่ ไม่ใช่ เฟ็บ-ยู-อา-หรี่
athlete
คำนี้มีแค่สองพยางค์เท่านั้น: แอ๊ธ-หลีท ไม่ใช่ แอ๊ธ-อะ-หลีท
probably
คำนี้ต้องออกเสียงสามพยางค์: พร้อบ-อะ-บลี่ ไม่ใช่ พร้า-หลี่ หรือ พร้อบ-บลี่
colleague
อย่าออกเสียงue
espresso
คำนี้ไม่มีเสียงx: เอ้ส-เพร้ส-โส่ ไม่ใช่ เอ๊กซ-เพร้ส-โส่
Wednesday
อักษรdไม่ออกเสียง
escape
คำนี้ไม่มีเสียงอักษรx : เอ่ส-เค้พ ไม่ใช่ เอ๊กซ-เข่พ
library
คำนี้ต้องออกเสียงอักษร rทั้งสองครั้ง: ไล้-แบร่-หรี่ไม่ใช่ ไล้-แบ-หรี่
picture
นี่เป็นคำที่ออกเสียงกันผิดบ่อยที่สุด ที่ถูกต้องควรอ่านว่าพิก-เจ่อร์ ไม่ใช่ พิด-เจ่อร์
ที่มา http://englishtown.msn.co.th/sp/article.aspx?articleName=1&Otag=O00313
สำนวนภาษาอังกฤษที่น่ารู้
สำนวนที่เกี่ยวกับ All
after all แปลว่า อย่างไรก็ดี ตัวอย่างเช่น
It has turned out to be a nice day after all.
อย่างไรก็ดี ก็กลายเป็นวันอากาศดีไปจนได้
at all แปลว่า แม้แต่น้อย ตัวอย่างเช่น
He doesn't understand me at all.
เขาไม่เข้าใจฉันเลยแม้แต่น้อย
all along แปลว่า ในระหว่างอดีตที่ผ่านมาแล้วจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น
Even though she has changed so much, I knew all along that it was my friend.
แม้ว่าเธอจะเปลี่ยนไปมาก แต่ฉันก็รู้ตลอดเวลาว่า คือ เพื่อนของผม
all over the place แปลว่า อยู่ทั่วทุกที่
"Nat, how can you get any work done? Your papers are all over the place.
แน็ต คุณจะทำงานเสร็จได้ยังไง ในเมื่อเอกสารวางอยู่เกลื่อนโต๊ะอย่างนี้
all told แปลว่า เมื่อได้นับครบทุก ๆ สิ่งแล้ว ตัวอย่างเช่น
He owns fifteen horses all told.
เมื่อนับครบถ้วนแล้ว เขามีม้าอยู่ 15 ตัว
all set แปลว่า เตรียมพร้อมอยู่แล้วทุกขณะ ตัวอย่างเช่น
Our plans for the new corporation are all set.
แผนการสำหรับบริษัทใหม่นั้นพร้อมอยู่แล้ว
สำนวนที่เกี่ยวกับ Against
against all odds แปลว่า สู้ตาย
Brian is fighting against all odds to save his company.
ไบรอันต่อสู้แบบหลังพิงฝา พยายามอย่างที่สุด ที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป เพื่อไม่ต้องปิดกิจการลง
สำนวนที่เกี่ยวกับ Back
behind one's back แปลว่า พูดหรือกระทำโดยอีกคนหนึ่งไม่รู้ตัว หรือ พูดลับหลัง ตัวอย่างเช่น
Pete loves to gossip Jay behind his back.
พีทชอบที่จะนินทาเจลับหลัง โดยเขาไม่รู้ตัว
turn one's back on แปลว่า ไม่สนใจ ไม่ช่วยเหลือ ทอดทิ้ง ตัวอย่างเช่น
John never turn his back on his girlfriend when she needs help.
จอห์นไม่เคยไม่เคยทอดทิ้งเฉยเมยต่อแฟนสาวของเขา เมื่อเธอต้องการความช่วยเหลือ
be back แปลว่า กลับมา ตัวอย่างเช่น
I shall be back within a week.
ผมจะกลับมาภายใน 1 อาทิตย์
get back at แปลว่า แก้แค้น แก้เผ็ด เอาคืน ตัวอย่างเช่น
If it takes me 10 years I will get back at him.
ถึงแม้จะต้องเสียเวลาสัก 10 ปี ผมก็จะต้องแก้แค้นมัน
hold something back แปลว่า ซ่อน ไม่เปิดเผย ไม่เต็มใจเปิดเผย ตัวอย่างเช่น
I could tell from his nervousness that he was holding back something.
ฉันสามารถจะบอกจากอาการตื่นเต้นของเขาได้ว่า เขากำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
take back แปลว่า กลับมา ถอนคำพูด นำกลับคืนมา ตัวอย่างเช่น
Pamela asked me to take back what I had said about her boyfriend being selfish.
พาเมล่าขอให้ฉันถอนคำพูดของฉัน ที่ว่าแฟนเธอเห็นแก่ตัว
สำนวนที่เกี่ยวกับ Be
be my guest แปลว่า พูดหรือทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจกัน
Greg: "Do you mind if I use your telephone to ring my office?"
Drew: "Be my guest."
เกรก: "จะเป็นอะไรไหม ถ้าจะขอใช้โทรศัพท์โทรไปออฟฟิศผมหน่อย"
ดรูว์: "ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"
be oneself แปลว่า เป็นปกติธรรมดา
"You haven't been yourself lately. Is anything wrong?"
"เธอดูเหมือนมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ มีอะไรรึเปล่า"
be tired of แปลว่า รำคาญ เบื่อ
I was tired of working for other people, so now I'm self-employed.
ผมเบื่อที่เป็นลูกจ้าง ขณะนี้ได้ออกมาทำกิจการของตนเองแล้ว
สำนวนที่เกี่ยวกับ Better
better than nothing แปลว่า ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
We managed to convince only two customers --It's better than nothing.
เราพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ในที่สุดเราก็หาลูกค้าได้เพียงสองคนเท่านั้น แต่ก็ดีกว่างไม่ได้อะไรเลย
สำนวนที่เกี่ยวกับ Beyond
beyond hope แปลว่า ไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้น
Everyone has tired to help him with his drink problem, but I think he is beyond hope.
ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขาได้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เขาพ้นจากปัญหาดื่มเหล้า แต่ฉันว่าไร้ประโยชน์
สำนวนที่เกี่ยวกับ Big
big-headed แปลว่า หยิ่งยะโส
"Here she comes! she always boasts about her success. I don't know why she's so big-headed."
"นี่ไงล่ะ คนที่ชอบคุยโวว่าตัวเองเก่ง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงชอบอวดตัวเองนัก"
big hit แปลว่า ประสบความสำเร็จ
"The product is good, the presentation is great, you are sure to be a big hit"
"สินค้าดี การนำเสนอดีเยี่ยม คุณจะประสบความสำเร็จแน่นอน"
สำนวนที่เกี่ยวกับ Black
black sheep แปลว่า คนไม่เอาถ่าน , คนเหลือขอในครอบครัว ตัวอย่างเช่น
I was the black sheep for the family, Dad's tried to teach me right from wrong.
ฉันเคยเป็นเด็กเหลือขอในครอบครัว พ่อพยายามสอนฉันจากผิดให้เป็นถูก
black eye แปลว่า ตาเขียวช้ำ ตัวอย่างเช่น
Thomas swung at his companion and gave him a black eye.
โธมัสเหวี่ยงหมัดไปที่เพื่อนและต่อยจนตาเพื่อนเขียวช้ำ
สำนวนที่เกี่ยวกับ Call
call out แปลว่า เรียกออกมาดัง ๆ ตะโกน ตัวอย่างเช่น
He called out my names several times, but I couldn't hear him.
เขาตะโกนเรียกชื่อฉันหลายครั้ง แต่ฉันไม่ได้ยินเขา
call in แปลว่า เรียกหรือเชิญมาปรึกษา ตัวอย่างเช่น
We should call in a specialist at this point..
ถึงตอนนี้เราควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาปรึกษาหารือ
call it a day แปลว่า ลางาน หยุดงานสักระยะ (ใช้พูดเมื่อต้องการหยุดทำงาน)
Let's call it a day! Off to the pub now, you all deserve a drink.
พอแค่นี้ก่อน ไปหาอะไรดื่มที่ผับกันเถอะ ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว
call to mind แปลว่า ระลึก จำได้ ตัวอย่างเช่น
I was trying to call his name to mind.
ฉันพยายามนึกชื่อของเขาให้ออก
Idioms with Chill
chill out แปลว่า สงบสติอารมณ์
Chill out! you will definitely receive a severance pay. Everything will be OK.
ใจเย็น ๆ เธอได้รับเงินชดเชยในการถูกปลดออกจากงานแน่นอน ไม่มีปัญหาอะไร
สำนวนที่เกี่ยวกับ Come
come across แปลว่า พบเจอโดยไม่ได้ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น
I came across this book in an old bookstore.
ฉันพบหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือเก่า
come true แปลว่า กลายเป็นจริง เป็นจริงขึ้น ตัวอย่างเช่น
One's dreams do not always come true.
ความฝันไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสมอไป
come up แปลว่า เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น
Lots things come up with unexpectedly.
หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดไว้
come out แปลว่า ปรากฏขึ้น เกิดขึ้นมา ออก(นิตยสาร) ตัวอย่างเช่น
How did that movie come out?
ภาพยนตร์เรื่องนั้นจบลงอย่างไร?
come out of แปลว่า หลุดพ้นจาก ตัวอย่างเช่น
She has come out of all her difficulties.
เธอพ้นจากจากอุปสรรคความยุ่งยากทั้งหมด
come out for แปลว่า ประกาศตัวว่าเข้าข้างใคร ตัวอย่างเช่น
David came out for Al Gore.
เดวิดสนับสนุนนายอัลกอร์
สำนวนที่เกี่ยวกับ Cool
cool it แปลว่า สงบสติ ใช้ความคิดไต่รตรอง
Cool it Mike! You can't get your way by shouting.
สงบสติอารมณ์หน่อยสิไมค์ ไม่มีใครเอาชนะกันได้ด้วยการตะโกนใส่กันหรอกนะ
สำนวนที่เกี่ยวกับ Die
die-hard แปลว่า เปลี่ยนแปลงยาก
The Liverpool fan's die-hard supporters might be found in England.
ผู้สนับสนุนทีมลิเวอร์พูลอย่างต่อเนื่องมานาน ส่วนมากจะเป็นผู้มีภูมิลำเนาทางประเทศอังกฤษ
สำนวนที่เกี่ยวกับ Face
face to face แปลว่า เผชิญหน้ากัน ตัวอย่างเช่น
I have not seen him for a long time a now we are standing face to face.
ฉันไม่ได้พบหน้าเขามานานแล้ว และตอนนี้เราทั้งสองคนกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่
to make a face แปลว่า แสดงหน้าตาว่าเบื่อหน่าย หรือชิงชัง ตัวอย่างเช่น
Every time I mention taking about my new car, my dad makes a face.
ทุกครั้งที่ฉันพูดถึงรถคันใหม่ของฉัน พ่อมักจะทำหน้าเบื่อหน่าย
to put a new face on แปลว่า เปลี่ยนโฉมหน้า เปลี่ยนสภาพการณ์ ตัวอย่างเช่น
Bush's announcement of his decision to be a candidate for the presidency put an entirely new face on the political campaign.
การที่บุชประกาศความตกลงใจจะเข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตำแหน่งประธานาธิปดีนั้น ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการชิงชัยทางการเมืองไปอย่างสิ้นเชิง
สำนวนที่เกี่ยวกับ Fall
fall asleep แปลว่า เข้าสู่สภาพนอนหลับ เผลอหลับ ตัวอย่างเช่น
He began to nod and fall asleep in the middle of our conversation.
เขาเริ่มสัปหงก และหลับในระหว่างสนทนากับเรา
fall in love แปลว่า ตกอยู่ในห้วงรัก มีความรัก ตัวอย่างเช่น
I fall in love with my boyfriend.
ฉันตกหลุมรักแฟนหนุ่มของฉัน
fall for แปลว่า ตกหลุมรัก คล้ายกับ fall in love และยังหมายถึง หลงเชื่อ ยอมรับ ด้วย ตัวอย่างเช่น
He is falling for your sister.
เขากำลังหลงรักน้องสาวคุณ
Idioms with Get
get of (one's) back แปลว่า เลิกวิพากษ์วิจารณ์ หยุดค่อนแคะ
Robert: "How is that report coming along, Jerry, have you managed to get started yet?"
Jerry: "Get off my back, will you? I've got millions of more important things to do."
โรเบิร์ต: "เจรี่ เธอหาฤกษ์ที่จะเริ่มทำรายงานได้หรือยังล่ะ"
เจรี่: "หยุดค่อนแคะกันได้ไหม ผมมีงานสำคัญกว่าอีกมากมายที่ต้องทำให้เสร็จก่อน"
don't get carried away แปลว่า อย่าตื่นเต้นจนเกินไป
Don't get carried away with his promised to give you a job. He is well known for his empty promises.
อย่าตื่นเต้นไปเลย กับคำสัญญาของเขาที่จะให้งานเธอทำ เป็นที่รู้กันว่าคำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้
can't get through แปลว่า ทำให้เข้าใจไม่ได้
I tried to explain to her why she should not do it, but couldn't get through to her
ฉันพยายามอธิบายให้พนักงานเข้าใจว่า ทำไมเธอไม่ควรทำ แต่ก็ไร้ผล
get/come to the point แปลว่า พูดให้ตรงประเด็น
We didn't come to talk about the traffic in this meeting, please get to the point.
เรามาประชุมกัน ไม่ได้มาพูดเรื่องจราจร กรุณาพูดให้ตรงประเด็น
don't get me wrong แปลว่า อย่าเข้าใจผิด
Don't get me wrong, I'm not against staff parties, but we just don't have the budget for it this year.
อย่าเช้าใจผิด ฉันไม่ได้ต่อต้านการจัดงานเลี้ยงภายในบริษัท แต่เราไม่มีงบเลยในปีนี้
สำนวนที่เกี่ยวกับ Go
go ahead แปลว่า ดำเนินการต่อไป เดินไปข้างหน้า ตัวอย่างเช่น
You may go ahead and tell them that we shall be there shortly.
คุณไปก่อนเถอะ และบอกพวกเขาด้วยว่าเราจะตามไปที่นั่นในไม่ช้า
could go either way แปลว่า อาจเป็นไปได้หรือไม่ได้เท่ากัน
The two teams are equally good. The match could go either way.
ผู้เล่นทั้งสองทีมเก่งพอ ๆ กัน มีโอกาสแพ้ชนะเท่ากันสำหรับการเล่นครั้งนี้
go through แปลว่า ทนความลำบาก อดทน ตัวอย่างเช่น
I went through a lot of trouble last year.
ปีที่แล้วฉันต้องฟันฝ่าอุปสรรคความยุ่งยากมากมาย
go out แปลว่า ไฟดับ การดับแสงไฟ ตัวอย่างเช่น
Last night when the light went out I couldn't see anything.
เมื่อคืนตอนไฟดับฉันมองไม่เห็นอะไรเลย
สำนวนที่เกี่ยวกับ Heart
heart breaker แปลว่า บุคคลที่เพศตรงข้ามหลงรัก คนที่มีเสน่ห์มาก ตัวอย่างเช่น
Johnny who has three girls at school in love with him is a heart-breaker.
จอห์นนี่มีผู้หญิงรักเขาถึง 3 คน เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก
break one's heart แปลว่า ทำให้หัวใจสลาย ทำร้ายความรู้สึก ตัวอย่างเช่น
Her refusal to see him again break his heart.
คำปฏิเสธไม่ยอมพบเขาอีกของเธอ ทำให้หัวใจเขาสลาย
have a heart แปลว่า มีความเห็นใจ มีความเกรงใจ ตัวอย่างเช่น
I asked him to have a heart and give the old lady a chance to tell the truth.
ฉันขอร้องเขาให้เห็นใจหญิงชราคนนั้นหน่อย และให้โอกาสเธอบอกเขาถึงความจริง
heart to heart แปลว่า อย่างเปิดอก เปิดหัวใจ อย่างสนิทสนม ตัวอย่างเช่น
I think that if we could have a good heart-to-heart talk we could clear matters up.
ฉันคิดว่าถ้าเราสามารถพูดจากันอย่างเปิดอกได้ เราก็จะสามารถแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ได้
know by heart แปลว่า รู้ด้วยใจ ตัวอย่างเช่น
I know by heart that she's the one for me.
ผมรู้อย่างแน่นอนเลยว่าเธอคือผู้หญิงของผม
learn by heart แปลว่า ท่องจำให้ขึ้นใจ เรียนรู้อย่างตั้งใจ ตัวอย่างเช่น
Student must learn English by heart.
นักเรียนต้องเรียนภาษาอังกฤษอย่างตั้งใจ
สำนวนที่เกี่ยวกับ Keep
keep one's words แปลว่า รักษาคำสัญญาไว้ ตัวอย่างเช่น
A gentleman must keep his words.
สุภาพบุรุษต้องรักษาคำพูด
keep away แปลว่า อยู่ห่าง ไม่เข้าใกล้ ตัวอย่างเช่น
The doctor told her to keep away from all sweets.
แพทย์สั่งเธองดเว้นไม่รับประทานอาหารหวานทุกชนิด
keep on แปลว่า ทำต่อไป ตัวอย่างเช่น
He keeps on telling me the same story over and over.
เขายังคงเล่าเรื่องเดียวกันให้ฉันฟังแล้วฟังอีก
สำนวนที่เกี่ยวกับ Take
take a bath แปลว่า อาบน้ำ ตัวอย่างเช่น
I take a bath every morning.
ฉันอาบน้ำทุกวันตอนเช้า
take a walk แปลว่า ไปเดินเล่น ตัวอย่างเช่น
Let us take a walk through this park.
เราไปเดินเล่นผ่านสวนสาธารณะนี้กันเถอะ
take a chance แปลว่า เสี่ยงดู ลองทำบางอย่าง ตัวอย่างเช่น
Don't take a chance going out without gun.
อย่าเสี่ยงออกไปข้างนอกโดยไม่ได้เอาปืนไปด้วยเลย
take someone's place แปลว่า แทนที่ ตัวอย่างเช่น
No one could ever take your place.
ไม่มีใครสามารถแทนที่เธอได้
take it easy แปลว่า ปล่อยตามสบาย ตัวอย่างเช่น
I had been working so hard for 2 months so I decided to take it easy and relax over the week end.
ฉันทำงานหนักมา 2 อาทิตย์แล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าจะพักผ่อนในวันสุดสัปดาห์นี้
take time แปลว่า ค่อยๆ ทำช้า ๆ ไม่รีบร้อน ตัวอย่างเช่น
My dad told me to take my time and think alot.
พ่อผมบอกให้ผมค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และให้คิดให้ดีๆ ก่อน
take care แปลว่า ดูแล ระวัง ดูแลคุ้มกัน ป้องกัน ตัวอย่างเช่น
Mother told us to take care ourselves.
แม่บอกให้เราดูแลตัวเองให้ดี
ที่มา http://www.geocities.com/is42c108/idiomT.html
..ขอขอบคุณหนังสือ "เพิ่มการเรียนรู้สำนวน จาคำศัพท์พื้นฐาน" -บริษัทสารสาร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
..ขอขอบคุณหนังสือ "สำนวนอังกฤษเพื่อธุรกิจ" โดย คุณทาญ่า วาคาบายาชิ - บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
การทักทาย (Response) การตอบ
Good morning. How are you? I'm fine (very well).(สบายดี)
Good afternoon How are things? (Quite) all right. (สบายดี)
Good evening. How is everything with you? Not (too) bad.(ไม่เลวนัก)
Hello. What is new? Too bad. (แย่เลย)
Hi. เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือ Not much /Nothing much/It's nothing.(ไม่มีอะไร)
สวัสดี เป็นยังไงบ้าง So so. (เรื่อยๆ , งั้นๆ)
Formal Greeting
A : Good morning, Mr. Smith, how are you? ก : สวัสดีครับ คุณสมิธ สบายดีหรือ
B : I'm fine, thank you,Mr. Wichai. And how are you? ข : สบายดีครับ คุณบ่ะครับเป็นยังไงคุณวิชัย
A : Very well, thank you. ก : สบายดีครับ ขอบคุณ
A : Good morning, Mr. Peter. ก : สวัสดีครับคุณปีเตอร์
B : Good morning, Mr. Somsak. How are you? ข : สวัสดีครับคุณสมศักดิ์ เป็นยังไงบ้างครับ สบายดีหรือ
A : I'm very well, thank you. And how are you? ก : สบายดีครับ ของคุณ แล้วคุณล่ะครับ
B : Quite all right, thank you. ข : สบายดีครับ ขอบคุณ
Informal Greeting
A : Hello, Malee, how are you today? ก : สวัสดีมาลี คุณเป็นยังไงบ้างวันนี้
B : I'm not well. I caught a cold. ข : ฉันไม่สบาย เป็นไข้หวัด
A : Oh, I'm sorry to hear that. Have you taken anything for it? ก : ยังงั้นหรือ เสียใจด้วยนะ แล้วคุณทานยาอะไรบ้างหรือยัง
B : Yes, I have. Thank you. ข : ทางแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
A : Hello, Vichai. I haven't seen you for a long time. How have you been? ก : สวัสดีวิชัย ไม่ได้พบกันเสียนาน เป็นยังไงบ้าง
B : I'm all right, thanks. And how about you? ข : สบายดีครับ ขอบคุณ แล้วคุณล่ะครับเป็นยังไง
A : Not too bad, thanks. ก : ก็สบายดี ขอบคุณ
A : Hi, Tom. haven't seen you for months. What's new? ก : สวัสดีทอม ไม่ได้เจอกันตั้งหลายเดือน เป็นยังไงบ้าง
B : Not much. I've been busy with my work. What about you? ข : ไม่มีอะไร ยุ่งแต่งาน แล้วคุณล่ะครับ
A : So so. ก : ก็ยังงั้นๆ แหละ
มารยาทของการจับมือ (shaking Hands)
1. ให้จับมือทักทายกันด้วยมือขวา จับแน่นแต่พอควร อย่าให้แน่นเกินไป หรือบีบแรงเกินไป ขณะจับมือทักทายกันควรสะบัดมือเล็กน้อยพองาม
2. ผู้ชายมักจะจับมือกับผู้ชายด้วยกัน เมื่อมีการแนะนำให้รู้จักกัน หรือขณะกล่าวคำอำลา แต่เมื่อมีการแนะนำให้ผู้ชายกับผู้หญิงรู้จักกัน ฝ่ายชายจะไม่จับมือทักทายกับฝ่ายหญิง เว้นแต่ฝ่ายหญิงจะยื่นมือมาให้ ฝ่ายชายจึงจะจับมือกับฝ่ายหญิงได้
3. ถ้าเป็นคนเพศเดียวกันและมีอาวุโสเท่ากัน ใครจะยื่นมือให้จับก่อนก็ได้ แต่ถ้าต่างอาวุโสกัน คนที่มีอาวุโสมาก กว่า ควรเป็นฝ่ายยื่นมือให้ก่อน
4. ถ้าเป็นคนต่างเพศกัน ผู้ชายต้องรอให้ผู้หญิงยื่นมือมาให้ก่อนจึงจะจับมือได้ ส่วนฝ่ายหญิงจะยื่นมือให้จับหรือ ไม่ เป็นสิทธิของฝ่ายหญิงที่จะพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ แต่ถ้าฝ่ายหญิงเป็นเจ้าภาพหรือเจ้าของบ้าน ฝ่ายหญิงจะจับมือทักทายกับแขกที่มา
5. ผู้หญิงอาจจับมือทักทายโดยไม่ต้องถอดถุงมือออก แต่ผู้ชายควรถอดถุงมือของมือขวาออกเสียก่อน ยกเว้นเมื่อ สวมเครื่องแบบเท่านั้น
การฝึกทักษะการพูดและฟังภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ
ก่อนอื่นผมอยากให้ลองสังเกตดูนะครับว่าเด็กไทยเรานั้นจะเก่งภาษาอังกฤษทางด้าน Gramma หรือไวยากรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ศึกษาในชั้นเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากโอกาสที่เราจะได้ใช้ภาษาอังกฤษมีจำกัด เพราะเราคงไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับฝรั่งหรือชาวต่างชาติทุกวัน สิ่งนี้จึงเป็นเหตุที่อาจจะทำให้เรามีปัญหาในการสื่อสารหรือพูดคุยกับชาวต่างชาติ
ก่อนอื่นต้องบอกท่านผู้อ่านก่อนว่า โดยพี้นฐานแล้วผมเป็นคนที่เรียนอังกฤษอยู่ในระดับปานกลาง และผมได้มีโอกาสไปศึกษายังประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งในการไปเรียนในต่างประเทศในช่วงแรกนั้นผมก็ได้ประสบปํญหาเป็นอย่างมากในการสื่อสาร
1. เตรียมอาวุธ
จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ผมได้พยายามหาทางที่จะหาวิธีสื่อสารให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งก็ได้แนวความคิดมาว่า การที่เราจะสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เราต้องฟังสิ่งที่ผู้พูดให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสามารถตอบโต้ได้ดี การฟังก็คงจะเปรียบเสมือนอาวุธ ถ้าไม่มีอาวุธก็คงจะต่อสู้อย่างไร้ชัยชนะ ดังนั้นในช่วงสามเดือนแรก ผมจึงใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีเป็นเวลากว่าสามชั่วโมง ผมพยายามดูทุกรายการให้หลากหลาย ทั้งเกมส์โชว์ หนัง และละคร ซึ่งการดูโทรทัศน์ทำให้ผมได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้รับฟังสำเนียงภาษาอังกฤษแล้วเรายังสามารถเดาเรื่องราวต่างๆจากภาษากายอีกด้วย
ในช่วงแรกของการดูโทรทัศน์นั้น ต้องยอมรับว่าดูไม่รู้เรื่องจริงๆครับ คำที่สามารถจับได้บางคำคือ I, he, she, has, have และคำง่ายๆที่เราได้เรียนมา แต่จากการที่เราได้ฟังบ่อยๆแล้วล่ะก็ เราก็จะเริ่มคุ้นเคยและสามารถฟังและสามารถจับศัพท์ได้มากยิ่งขึ้น คุณอาจจะจับใจความยังไม่ค่อยได้ ในช่วงแรกผมได้ทดลองดูละครซีรี่ดังเรื่อง “Friends” กับเพื่อนฝรั่ง ละครเรื่องนี้เป็นละครแนวตลก แต่ในสองคนที่นั่งดู คงมีแต่เพื่อนผมเท่านั้นที่นั่งหัวเราะ มีแต่เพียงผมซึ่งนั่งงงว่าเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้จึงอาจจะเป็นจุดที่ทำให้คนหลายๆคนยกเลิกการฝึกพูดและฟังภาษาอังกฤษ เพราะท้อ เนื่องจากไม่เข้าใจสิ่งที่ฟัง และอึดอัดที่ไม่รู้เรื่อง แต่โชคดีที่สถานการณ์บังคับ(เนื่องจากที่นั่นคงไม่มีทีวีเป็นภาษาไทยเป็นแน่) จึงทำให้ผมได้ฝึกทำต่อ
และแล้วมันก็ได้ผลจริงๆครับ ช่วงเวลาในสามสี่เดือน เราก็จะเริ่มฟังรู้เรื่องขึ้น เข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่ฟังไม่เข้าใจ แต่ก็อาศัยการเดาเนื้อเรื่องซึ่งก็ถูกบ้างผิดบ้าง ในช่วงเวลานี้และหลังจากนี้เราก็อาจจะได้รับบางสิ่งเพิ่มเติมเช่น สำนวน การเรียงคำในประโยค อาธิเช่น ผมดูบาสเกตบอลบ่อยๆจนสามารถจับได้ว่า การชู๊ตลูกบาส “จากเส้นสามแต้ม” ฝรั่งเขาเรียกว่า from downtown หรือ beyond NewYork ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะเปรียบเสมือนอาวุธเพิ่มเติมซึ่งสามารถเก็บไว้ใช้ต่อสู้ หรือเก็บเอาไว้ใช้เวลาที่เราจะพูดเพื่อทำให้ภาษาเราดูมีสีสันมากขึ้นนอกจากประโยชน์เรียบๆ
2. ใช้อาวุธ
ในช่วงเวลาที่ผมฝึกฟังนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนภาษาที่โรงเรียนสอนภาษาไปด้วย เพราะฉะนั้นการฝึกพูดของผมก็จะเป็นการพูดหน้าชั้น พูดกับอาจารย์ และการพูดในหัวข้อที่ถูกกำหนดมา ซึ่งมีส่วนช่วยผมในเรื่องความกล้าพูดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งความกล้าที่จะพูดนี้ก็เป็นอีกอุปสรรคสำคัญของการฝึกพูด ถ้าเราไม่กล้าพูดกับชาวต่างชาติแน่นอนครับบทสนทนาก็จะไม่เกิด บางทีอาจจะมาจากกลัวพูดไม่รู้เรื่อง หรือ กลัวพูดผิด หรือกลัวว่าสำเนียงจะไม่ดี แต่ผมอยากบอกว่าต้องกล้าครับ พูดไปเลยไม่ต้องกลัว ฝรั่งเค้าจะไม่สนใจไวยากรณ์มากนัก
หลังจากที่ผมฝึกฟังจนคล่องและประจวบกับพอดีกับคอร์สของการเรียนภาษาได้จบลง คราวนี้ก็ถึงคราวที่ผมต้องเผชิญกับโลกภายนอกด้วยตัวเองแล้ว ช่วงนั้นยอมรับว่ากลัวเหมือนกันครับ แต่ก็อีกเหมือนเดิมว่าสถานการณ์บังคับอีก เพราะฉะนั้นต้องพูด
การพูดในช่วงแรกของผมนั้น ผมจะชอบการพูดตัวต่อตัวมากที่สุด ถามว่าทำไม
เนื่องจากการพูดตัวต่อตัวนั้นแน่นอนครับ ถ้าเราพูดคุยกันไม่รู้เรื่องก็สามารถที่จะถามหรือใช้ภาษากายแทนได้ ช่วงแรกๆ บางทีภาษากายของผมนั้นจะถูกใช้มากกว่าการพูดอีก เนื่องจากไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ช่วงนี้ก็เป็นช่วงตะกุกตะกักพอสมควร
ในช่วงนี้ผมว่าทุกคนอาจจะประสบปัญหานี้เป็นแน่แท้ นั่นคือส่วนใหญ่มักจะคิดเป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อยพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แน่นอนครับผมก็คือหนึ่งในคนกลุ่มนี้ เมื่อผู้พูดพูดผมก็มักจะต้องแปลออกมาเป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อยคิดการโต้ตอบออกมาเป็นภาษาไทย แล้วค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วพูดออกไป
ในบางครั้งที่ผมจะไปพบกับฝรั่งบางคนก็อุตส่าห์เตรียมคำถามล่วงหน้าของเรื่องที่จะพูด แต่พอถึงเหตุการณ์จริงๆ กลับไม่ได้ใช้เลย เล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน แต่ปัญหาเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นมาถ้าเราพูดบ่อยๆขึ้น การโต้ตอบก็จะดีขึ้น ในบางครั้งอาจจะไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย เวลาและความอดทนครับที่จะทำให้การพูดนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคล่องดีแล้ว ขั้นต่อไปขอแนะนำให้ทดลองพูดทางโทรศัพท์ครับ เพราะการพูดทางโทรศัพท์นั้นแน่นอน เราก็ไม่สามารถใช้ภาษากายได้ คงต้องเป็นการฟังและการพูดอย่างเดียวเท่านั้น ผมจำได้กับประสบการณ์แรกๆที่ลองพูดทางโทรศัพท์ ก็เล่นทำให้ผมหมดความมั่นใจไประยะหนึ่ง เรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนย้ายจากโรงเรียนสอนภาษาใหม่ๆ เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมต้องหาที่พักด้วยตัวเอง และ apartment ที่ต่างประเทศต้องบอกว่า เป็น apartment โล่งๆ ไม่มีอะไรเลยแม้กระทั่งไฟฟ้า เราต้องโทรไปติดต่อให้เค้าต่อไฟฟ้ามาที่ apartment เราเอง (สายไฟต่อมาที่ apartment เราเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีไฟมา) นั่นจึงต้องเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องโทรไปบริษัทไฟฟ้า การพูดคุยในครั้งนั้นตะกุกตะกักมาก เพราะผมฟังไม่รู้เรื่องเลย เป็นศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับไฟฟ้า ผมจึงต้องคอยขอร้องให้เขาได้อธิบายสิ่งที่เขาพูดมาใหม่ตลอดเวลา โดยใช้คำพูดว่า Excuse me ? และ I am sorry (พูดคล้ายประโยคคำถาม) และ Could you repeat that again?
ชาวอเมริกันเป็นประเทศที่เวลานั้นเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อผมถามเค้าบ่อยๆ เขาเลยตัดปัญหาด้วยการโอนสายผมไปอีกบริษัทหนึ่งที่ช่วยแปลสิ่งที่ผมพูดเป็นภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษให้กับพนักงานบริษัทไฟฟ้าฟัง และช่วยแปลภาษาอังกฤษของพนักงานไฟฟ้าให้เป็นภาษาไทย หลังจากนั้นผมจึงสามารถทำให้ไฟที่ apartment ของผมติดได้ แต่นั่นก็ทำให้ความมั่นใจของผมลดฮวบเลยทีเดียว เพราะทางบริษัทโอนสายไปให้บริษัทแปลช่วย นั่นแสดงว่าผมยังคงพูดไม่รู้เรื่อง แต่ผมก็ไม่ท้อก็พยายามพูดเรื่อยๆมาจนตอนนี้ก็จัดว่าพอใช้ได้ในระดับหนึ่ง
มีเทคนิคในการพูดที่ผมอยากจะแนะนำเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติม นั่นก็คือในบางครั้งเราอาจจะคิดศัพท์ไม่ออก เราก็อาจจะเลี่ยงโดยการพูดอ้อมๆ อาธิเช่น เราจำคำว่า Monkey ไม่ได้ ก็อาจจะเลี่ยงโดยพูดว่า an animal that likes banana. และท้ายที่สุดก็คือ อย่างกังวลเกี่ยวกับไวยากรณ์เวลาพูดนะครับ เพราะจะทำให้เรากังวล มีหลายครั้งในช่วงแรกที่ผม ใช้ I does หรือ I go to the supermarket yesterday(ผิด tense).
ในบทความต่อไปผมอาจจะขอแนะนำการฝึกภาษาอังกฤษในเมืองไทยนะครับ โปรดติดตาม
http://sdiff99.hi5.com
เทคนิคไร้สาระกะอีเบย์ 6 ใช้ google เพื่อช่วยยกระดับภาษาอังกฤษ
เทคนิคไร้สาระกะอีเบย์ 6 ใช้ google เพื่อช่วยยกระดับภาษาอังกฤษ
ต้องขอออกตัว “เอี๊ยด……” ก่อนว่า เป็นคนปกติเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ชอบอยู่ฝั่งจำนวนมากมาแต่ไหนแต่ไรรู้สึกว่าอบอุ่น ตอนเด็ก ๆ เล่นเกมส์กันแบ่งเป็น 2 ฝ่าย เมื่อคนเหลือ ก็จะได้เป็นตัวแถม ไปอยู่ข้างมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ หรือว่าสมัยวัยรุ่นยกพวกตีกัน ถ้าจำนวนสัก 2-3 คน จะยกพวกไปตีกับเค้าไม่ไปแน่นอนไม่สบายครั่นเนื้อครั่นตัว กลับบ้านดีกั่ว แต่ถ้าจำนวน 10 คนขึ้นไปจะไปตีกับใคร ก็จะขอไปด้วย อุ่นใจดี นิสัยนี้ทำให้ติดตัวมาใช้ในทุก ๆ เรื่องรวมถึงเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะจำนวนผู้ไม่รู้ภาษาอังกฤษในประเทศไทยมีจำนวนมาก กว่าผู้รู้ภาษาอังกฤษ คิดดูหลายตลบ แล้วเลือกอยู่ฝ่ายไม่รู้ภาษาอังกฤษจะดีกั่ว คนเยอะดี อยู่แล้วอบอุ่น แต่ด้วยประสบการณ์ในอดีตที่ค่อนข้างดีในหลายเรื่องเลยทำให้มีข้อได้เปรียบกว่าผู้อื่นหลาย ๆ ประการ เช่นตอนเด็ก ๆ เรียนโรงเรียน คริสต์ ซึ่งสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ เด็ก ๆ โตขึ้นมาหน่อยก็เรียนโรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเก่งในเรื่องภาษาต่างประเทศ แต่ดันไปเรียน ภาษาฝรั่งเศสซะงั้น เอาตัวรอดจากโรงเรียนมาได้ก็สุดยอดในชีวิตแล้วไม่อยากแอบอ้างสถาบันการศึกษาเพราะอาจทำให้สถาบันการศึกษาด่างพร้อยได้ เคยทำงานที่เชียงใหม่และที่ภูเก็ตซึ่งได้ติดต่อสื่อสารกับฝรั่งอยู่บ่อย ๆ เคยมีเพื่อน และ นายจ้างเป็น ฝรั่ง แต่ทุกอย่างที่บอกมานั้น ใช้ ภาษาพูด กับภาษามือล้วน ๆ การค้าขายบน eBay นั้น ไม่ได้ใช้ภาษาพูดหรือภาษามือเลย การค้าขาย บน eBay ส่วนประกอบคือ ภาษาอังกฤษ สิ่งที่จะพาให้เราประสบผลสำเร็จมากที่สุดคือ ไวยากรณ์ เพื่อที่เราจะได้ดูเหมือนเป็นมืออาชีพ ถ้าจะผิดต้องตั้งใจผิด จะ”ดีกั่ว” ที่ผิดแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองผิด
การใช้ dict online ทั้งหลายนับเป็นส่วนดีที่จะพัฒนา ภาษาอังกฤษ แต่ เรื่อง ไวยากรณ์นั้น dict ที่มีอยู่ทั้งหมด ก็ไม่ได้ช่วยให้ ไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษดีขึ้นเลย และแล้ว google ก็เข้ามาช่วยในจุดนี้ หลาย ๆ ท่านคงนึกดีใจว่าปัจจุบัน google ได้ออก โปรแกรม แปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งประโยคแล้ว หรือว่า แปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยทั้ง ประโยค หรือ ทำทั้ง สองอย่าง ยังครับ ยังทั้งหมด สิ่งที่ google search ทำได้ คือ สามารถ search คำที่มีอยู่ใน web page ที่ อยู่ใน directory ของ google ได้ วิธีการ คือคิดประโยคที่คาดว่าจะถูกต้องขึ้นมาก่อนแล้วใส่ เครื่องหมายคำพูดลงใน ประโยคที่ต้องการค้นหา แล้วใส่เข้าไปใน search box ของ google เช่น “thank you for your kindness” กับ “thank you for you kindness” และ
“thanks for your kindness” ผลที่ออกมา คือ "thank you for your kindness" นั้นมีข้อมูลการค้นหามากที่สุดเราก็เลือกที่จะใช้ประโยคนี้ในการโต้ตอบ email กับลูกค้าเรา ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าไอ้การ search ที่ขึ้นมานับ จำนวนเป็น แสนนั้น คนที่ใช้ประโยคนี้คงไม่รวมหัวกันใช้ ไวยากรณ์ผิดในครั้งเดียวเป็น แสนประโยค ก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไปได้บ้าง ถ้าคำที่คิดออกมาแล้ว search ผล การ search ออกมาน้อยเกินไป ก็ให้ข้ามไป แล้วจัดเรียง รูปประโยคใหม่แต่ใช้ ศัพท์ตัวเดิมเพิ่ม is, am, are, was, were, for, to ฯลฯ จนกว่าจะได้ ข้อมูลที่ค้นหามาได้เป็นหลักพันขึ้นไปจึงมั่นใจได้ว่าประโยคที่แต่งขึ้นมานั้นไม่ผิดไวยากรณ์แน่แล้ว
อย่างไรเสียบทความชิ้นนี้คงทำประโยชน์ให้ได้บ้าง ในการค้าขาย บน eBay ที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่อย่างไรเสียก็คงต้องหาทางเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในช่องทางที่ถูกต้องต่อไป
Reference : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=thaiebayer&date=21-12-2006&group=1&gblog=11
สำนวนภาษาอังกฤษ
1. She eats like a bird....(เธอกินเหมือนนก)......เธอผอมเพราะเธอกินน้อยมาก
2. Save your breath.......(เก็บลมหายใจไว้).......อย่าพูดให้เสียเวลา
3. Sharp tongue.............(ลิ้นคม)....................ฝีปากคม
4. by nose......................(แค่จมูก).................ชนะแค่เส้นยาแดง..เพียงแค่
ชนะ
5. busybody....................(ตัวยุ่ง)....................ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น
6. break one's word.........(คำพูดที่แตกสลาย)...ผิดคำสัญญา
7. long short....................(ยิงระยะยาว)...........โอกาสไม่อำนวย..มีจังหวะ
น้อยมาก
8. name is mud...............(มีชื่ออย่างโคลนตม)...มีชื่อเสียงไม่ดี
9. sling mud.....................(สาดโคลน).............ใส่ร้ายป้ายสีล
10. rough diamond............(เพชรหยาบ)............ขี้เหร่ข้างนอก
สวยข้างใน
11. rob some of future.......(ปล้นอนาคต)...........ทำให้บางคนหมดอนาคต
12. hard-boiled..................(ต้มสุกจนแข็ง).........คนมุทะลุดุดัน
13. piece of cake................(ชิ้นของเค้ก)...........งานชิ้นบางๆ..งานเบาๆ
14. an eye for an eye...........(ตาต่อตา)..............หนามยอก เอาหนามบ่ง
15. She's a peach...............(เธอคือลูกท้อ)........เธอสวยมาก
16. in a pickle......................(ของหมักดอง).......ชะตาตก
17. tongue in cheek..............(ลิ้นอยู่ในแก้ม)......พูดจาไม่จริงใจ..แสร้งทำ
เป็นหวังดี
18. live from hand to mouth..(ชีวิตจากมือถึงปาก)..มีชีวิตที่ลำเค็ญ หาเช้ากิน
ค่ำ
19. thorn in my side..............(หนามในสีข้างฉัน)..กว้างขวางคอ..ต้นเหตุแห่ง
ปัญหา
20. butterflies in the stomatch..... (ผีเสื้ออยู่ในท้อง)...กลัวจนตัวสั่น
How To Learn English
>>
1: Good Habits
More chapters coming soon!
What's wrong with you?
See if this decribes you: คุณเรียนภาษาอังกฤษ ในโรงเรียน มาหลายปีแล้ว และแต่ละเทอม คุณก็สอบผ่าน และขึ้นไป สู่้ชั้นต่อไป ระดับยาก ขึ้นไป แต่ตอนนี้ หลังจากร่ำเรียนมา อ่านตำรา จนปวดหัว คุณก็ยังคง พูดและเขียน ประโยคยาวๆ ยังไม่ได้ และเมื่อคุณทำ แกรมม่าของคุณก็ผิด เกือบหมด แต่ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อชาวต่างชาติ เข้ามาหาคุณ สมองของคุณ ก็จะแข็งกระด้าง เหมือนน้ำแข็ง ขั้วโลกเหนือ และคุณก็รู้สึก เหมือนว่า คุณลืม ภาษาอังกฤษ ที่คุณมีอยู่แล้ว ไปมดเลย
แต่คุณ ไม่ได้ลืม ภาษาอังกฤษ จริงๆ แล้ว คุณไม่ได้ เรียนมัน ตั้งแต่แรก
The good, the bad and the ugly:
คุณสามารถ เล่นบาสเก็ตบอล หรือ เล่นเปียนโน โดยการดู จากการเป็นฝ่ายคนดู และไม่เคยลองเล่นจริงๆ ด้วยตัวของคุณเอง คุณจะเล่น เป็นมั้ย? แน่ละ เป็นไปไม่ได้ แต่นักเรียนไทย ส่วนใหญ่ ทำแบบนั้น เมื่อพวกเขาเรียนภาษาอังกฤษ ดูรูปภาพ ด้านล่าง ซึ่งแสดง ให้เห็น วิธีการ ง่ายๆ ที่จะคิด เกี่ยวกับ ว่า จะเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ ได้อย่างไร มันเป็นสิ่งที่ คนที่ เก่งภาษาอังกฤษ เขาทำกัน:
มันเป็น สิ่งที่ ธรรมดา ง่ายๆ: ภาษาอังกฤษ เข้าไป และภาษาอังกฤษ ออกมา ถูกเปลี่ยนเป็น เรื่องราวต่างๆ ของนักเรียนเอง กลายเป็นความคิด และ ข้อคิดเห็น ของนักเรียนเอง แต่นักเรียน ในประเทศไทยไม่ได้ทำ เช่นนั้นเขาทำ อย่างอื่น อย่างเช่น:
ภาษาอังกฤษ เข้าไป แต่ภาษาอังกฤษ จริงๆ ไม่เคย ออกมา พวกเขาอาจจะ คิดว่า พวกเขา เข้าใจ สิ่งที่เขาได้ยิน และอ่านมา และพวกเขา อาจจะ ได้ไอเดียดีๆ จากสิ่งที่ เจ้าของภาษา เขาคุยกัน แต่พวกเขา ไม่เคยเอา ความคิด ไอเดีย ของตัวเอง ออกมาผสมกัน ตั้งแต่คำแรก แล้วพูดออกมาจากปากตัวเองเลย แต่ ได้แต่ หรี่ตามอง ไปที่ แบบฝึกหัด เติมคำ ในช่องว่าง และสอบ ข้อสอบ ทีมี ตัวเลือก เท่านั้น อันนี้ ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษ ในตอนท้าย พวกเขาก็ ไม่สามารถทำอะไร กับภาษาอังกฤษได้ เเละส่วนใหญ่ ก็มักจะลืมไปหมด เเต่ที่เเย่กว่า นั้นก็คือ:
นักเรียนหลายต่อ หลายคนไม่ได้ มีภาษา อังกฤษที่เเท้จริง เข้าไปตั้ง เเต่เเรก ไม่ต้อง พูดถึงภาษา อังกฤษ ออกเลย ไม่เพียง เเต่ว่า พวกเขา ไม่ได้ฝึก การใช้อะไรเลย เเต่พวกเขา ไม่เคยเห็นว่า ภาษาอังกฤษ มันใช้อย่างไร ในชีวิตจริง เมื่อภาษาอังกฤษจริงๆ เดินมาหาพวกเขา พวกเขาจะช๊อค เเละจะไม่เข้าใจอะไรเลย หลังจาก หลายปีที่เรียนมา มันเป็นการสูญเสียเวลา ที่น่าเศร้า นะ?
ความจริง ก็คือ การเข้าใจ ไม่เหมือน กับ การทำ และภาษา อังกฤษ ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่คุณ ทำ: คุณฟัง และอ่าน จากนั้น คุณ เขียน และพูด มันเป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก ที่จะเข้าใจ กฏ แกรมม่า ทั้งหมด แต่คุณ ต้องเรียนรู้ ที่จะใช้มัน ในชีวิตจริง และทำจริงๆด้วย เกรดที่คุณได้ ที่โรงเรียน ไม่ว่าดี หรือ เลว ไม่ได้ เป็นเครื่องวัด ความสามารถ ภาษาอังกฤษ ของคุณ และก็ อย่างโชคร้าย เพราะขนาดนักเรียน ในห้องเรียน ของเมืองไทย มีนักเรียน มากเกินไป (ไม่รวมถึง การสอน แบบโบราณ) นักเรียน ส่วนน้อย มีโอกาส ที่จะได้ฝึก ภาษาอังกฤษ ของจริง ในโรงเรียน
แต่คุณ ไม่ควร ยกเลิก หรือ ยอมแพ้ มีเรื่องที่มากกว่านี้ มากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ในโรงเรียน ถ้าคุณ ไม่สามารถ พูด หรือ เขียน หลังจากเรียน ได้หลายปี ปัญหาต่างๆ ของคุณ อาจจะมาจากคุณ เรื่องจริง ก็คือ มีนักเรียน บางคน บางกลุ่ม คนที่เก่ง ใช้ ภาษาอังกฤษได้ หลังจากที่ร่ำเรียน วิธีเดียวกันกับคุณ ดังนั้น มันต้องมี ความลับ ใช่มั้ย? มันคงไม่ใช่ เป็น ยี่ห้อ ล่าสุด ของ talking dictionary มันคง ไม่ใช่ แผ่น computer chips ทีปลูก ลงไปบนสมองของเขา และเราไม่ได้ พูดถึง คนกลุ่มเล็ก คนที่เก่ง มากๆ คนที่เราอาจ เรียก ได้ว่า "อัจฉริยะ ด้านภาษา" ทีดูดซับ ความรู้ เหมือนฟองน้ำ แต่ เราจะพูดถึง นักเรียน ปกติธรรมดา เท่านั้น คุณอยากรู้มั้ย?
ในฐานะ ทีเป็น ครู เราได้ สังเกตุเห็นว่า สิ่งที่นักเรียน ที่เก่งมี เหมือนๆ กัน คืออะไร บางที่ อาจเป็นได้ ตามธรรมชาติ หรือ อาจเป็นเพราะ พ่อแม่ ของเขา (หรือ บางครั้ง เพราะว่า เขามี เพื่อนที่ดี ที่ฉลาด ที่มี อิทธิพล ต่อเขา ก็ได้) พวกเขา ไม่ได้ ทำตัว เหมือน นักเรียน อื่นๆทั่วไป เอาละ ลอง มาคุย กัน เกี่ยวกับ เรื่องนี้ กันเถอะ!
อะไร คือ ความลับ ของนักเรียน คนเก่ง เหล่านั้น คนที่ เรียน ได้ เร็วที่สุด และลึก ที่สุด?
THE BASIC SECRETS:
ความลับที่ #1: ผู้เรียน ที่ดี นำทำบทเรียน ของเขา เข้าสู่ การทำ พวกเขา เปลี่ยน การเรียน เข้าสู่การใช้ เร็วเท่าที่ เขาสามารถ ทำได้ ตัวอย่าง เช่น เมื่อเขา เรียนรู้ บางสิ่ง หรือ แม้แต่อ่าน บางอย่าง พวกเขา ก็พยายาม พูดออกมาจากปาก เพื่อให้รู้ว่า มันรู้สึก และออกเสียง อย่างไร เมื่อเขาพูดออกมา พวกเขาลองเขียน ประโยคใหม่ เพื่อให้รู้ว่า พวกเขา สามารถทำด้วยตัวเขาเองได้หรือไม่ วิธีการ แบบนั้น ภาษาใหม่ ก็เข้าไป ใน "เส้นใย ของภาษา" ในสมอง ของพวกเขา
นักเรียนขี้หมา คนที่ไม่ใส่ใจ ไม่เคยทำอะไร กับสิ่งที่ เขาเรียนมา พวกเขา ได้แต่ จ้องไปที่กระดาษ หรือ ไปที่ กระดาน พวกเขายิ้ม แต่ไม่พูด พูดแต่ว่า "เข้าใจ ครับ" แล้วพวกเขา ก็รอแต่จะสอบ ถ้าสอบผ่าน เขาก็ รู้สึกว่า เขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
ความลับ #2: เป็นส่วนหนึ่ง ของการ ใช้ภาษาอังกฤษ นักเรียน ที่ดี ถามคำถาม อย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่น "How do I say 'ตุ๊กแก' in English?" หรือ "Is it correct if I say 'blah blah blah'?" หรือ "Why did he say 'blah blah' and not 'blah blooh'?" พวกเขา ลองใช้ คำใหม่ๆ มาผสมกัน และ พวกเขา ชอบที่จะถามว่า มันใช้ได้ หรือไม่ พวกเขา ไม่กลัวครู
นักเรียน เฉื่อย ไม่เคยถามคำถาม และรับเอา ทุกอย่าง ที่เข้ามา ไม่ว่า เขาจะเข้าใจ เรื่องนั้น จริงๆ หรือไม่ก็ตาม พวกเขา ไม่เคย พยายามลอง เอาคำศัพท์ มาทำเข้ากันใหม่ ด้วยตัวของเขาเองเลย ได้แต่จำ สิ่งที่ คุณครู ให้มา, บ่อยครั้ง ที่พวกเขา กลัวครู หรือ ไม่ก็ กลัวฝรั่ง
ความลับ #3: ผู้เรียนที่ดี ไม่กลัว ทำผิด ไม่เคยขอโทษ ตอนที่ ทำผิด และมองหา ข้อแก้ไขเสมอๆ แนวทางนี้ พวกเขา เรียนรู้ จากทุกๆ คำผิด และภาษาอังกฤษ ของเขา ค่อยๆ ดีขึ้น ใสขึ้น จนกระทั่ง คำผิดต่างๆ ก็หายไป พวกเขา ไม่กังวลว่า คนอื่นๆ จะมองเห็นเขา เป็นคนโง่ หากเขาทำผิด พวกเขารู้ว่า พวกเขา กำลังเดินอยู่บนถนน ของการเรียนรู้ ซึ่งเต็มไปด้วย กับดัก และหลุมบ่อ พวกเขาแค่ หัวเราะ (สบถหรือด่า หยาบคาย) เมื่อเขาล้มลง,ลุกขึ้น และเดินต่อไป และ พวกเขาจำได้ ว่า กับดัก และ หลุมบ่อ ทุกอัน อยู่ที่ไหน คราวหน้า เขาไม่ยอม ผิดพลาดแน่
นักเรียนเสล่อ กลัว ที่จะแสดง ว่า เขาไม่รู้ ดังนั้น เขาก็ยังคง ไม่รู้ อีกต่อไป เขาคิดว่า การทำผิด เป็นสิ่ง ไม่ดี ดังนั้น เขาจึงไปแบบช้าๆ และอายๆ เมื่อการเรียนรู้ ของเขา สะดุด ตกลงไปในหลุม เขาแช่งด่า ตัวเอง และร้องไห้ และขอโทษ หรือไม่ ก็ตำหนิ แม้แต่ คุณครู ผู้สอน พวกเขาไม่เคย กล้า ที่จะกลับมา สู้ ที่เดิม อีกครั้ง แต่กลับ ยอมแพ้ และบอกว่า "ภาษาอังกฤษผม ไม่เก่ง"
ความลับ #4: ผู้เรียน ที่ดีีี รู้จั ผสม การเรียนรู้ ใหม่ๆ กับสิ่งที่ เขารู้อยู่แล้ว และพยายาม ที่จะใช้มันด้วยกัน ในแนวทางนี้ เขาได้สร้าง องค์ความรู้ ภาษาอังกฤษ ของเขา ให้สูงขึ้น และสูงขึ้น พวกเขา ใช้ พื้นฐาน ภาษาอังกฤษ ที่ได้เรียนรู้มา และภาษาอังกฤษ ที่ใช้ ในชีวิต ประจำวัน และนำไปใช้ีอีกครั้ง เสมอๆ จากนั้น เขาพยายาม ทีจะเพื่มเติม บางอย่าง เข้าไป เพื่อทำให้มันดีขึ้น แต่ละระดับใหม่ ของความยาก เป็นเพียงขั้นตอนเล็กๆ ของคนเก่งเหล่านี้ เท่านั้น
นักเรียน เสล่อ ลืม สิ่งที่เขาเรียนมา ก่อน จากนั้น ก็ เรียนสิ่งใหม่ แล้วก็ลืมอีก พวกเขา ไม่มีอะไร ในสมอง มากกว่า บทเรียนที่พึ่งจะเรียนมา บ่อยครั้ง ที่เขาลืม คำศัพท์ที่เขาเรียน ตอนชั้นประถม เมื่อพวกเขามาเรียน ชั้นยากขึ้น เขาก็ไม่สามารถใช้ สิ่งที่ เขาเรียนมา ได้เลย เพราะเขาลืม พื้นฐาน ภาษาอังกฤษ ที่เขาต้องมี
ความลับ #5: ผู้เรียนที่ดี พยายามที่จะพูดถึง ความรู้สึก จริงๆ ของเขา, พูดถึง ความคิดเห็นของเขา, และบอกเล่าถึง เรื่องราวของเขา พวกเขาจินตนาการ ทุกสิ่ง ในโลกของเขา แล้วเปลี่ยนเป็น ภาษาอังกฤษ ในแนวทางนี้ เขาใช้ ภาษาอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่ง ของตัวเขา แทนที่ จะใช้แต่ในหนังสือ นี่อาจจะดูเป็น เรื่องที่ใหญ่ เกินไป สำหรับ คนที่เรียนภาษา จะทำ แต่จริงๆ แล้ว พวกเขาเริ่มด้วยสิ่งเล็กๆ และสร้างมันจากตรงนั้น เมื่อมี ชาวต่างชาติ เดินผ่านมา ในชีวิต พวกเขาก็จะ สามารถพูด เกี่ยวกับตัวเขา และโลกของเขาได้
นักเรียนเสล่อ มองภาษาอังกฤษ เป็นเสมือน บางสิ่ง จากครู และจากหนังสือ แล้วก็ทิ้งมันไว้ตรงนั้น พวกเขา ไม่ได้ใช้มัน สำหรับตัวเขาเอง เมื่อชาวต่างชาติ มาพบเจอ เขาก็ไม่รู้ ว่าจะตอบ คำถาม เกี่ยวกับตัวเขา หรือ เขาอาศัย อยู่ที่ไหน ได้อย่างไร
ความลับ #6: นักเรียนที่ดี เชื่อว่า เขาควรจะสามารถ ที่จะพูดและเขียน ภาษาอังกฤษได้ ถ้าเขาพยายาม และได้รับความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับ เรื่องทั่วๆไป เมื่อคุณพยามยาม และได้รับการช่วยเหลือ มันอาจใช้ เวลานาน แต่คุณก็สามารถทำได้
นักเรียนเสล่อ เห็นภาษาอังกฤษ เป็นเสมือน สิ่งหนึ่ง ที่เขาจะไม่สามารถ ทำได้ เลย และก็ไม่ประหลาดใจ หรือ เสียใจ เมื่อ เห็นตัวเขา อยู่ใน ระดับเดิมๆ ตลอดเวลา, ก็เป็น เรื่องธรรมดา ที่เขาจะไม่ไป ถึงดวงดาว
ความลับ #7: ผู้เรียนที่ดี ไม่เคยยกเลิก หรือ ยอมแพ้ คุณเคยเห็น ภาพยนตร์ เร็วๆ ที่เราเห็น คนหรือ รถ กำลังวิ่งเข้า และออก แต่บางสิ่ง เหมือนกับต้นไม้ และตึกไม่เคยขยับเขยื้อน? จากสายตา ของครู ผู้เรียนที่ดี เหมือนกับสิ่งที่ ไม่เคยขยับเขยื้อน ขณะที่นักเรียน คนอื่นๆ ไปๆมาๆ การเรียนรู้ ของผู้เรียนที่ดี ไม่เคยแตกสลาย ตามกาลเวลา ที่ล่วงเลย ดังนั้น เขาจึงลืมไม่มากนัก
นักเรียนที่เหลวไหล ยกเลิก ยอมแพ้ อย่างง่ายๆ พวกเขาต้องการ สิ่งที่ง่าย และชัดเจน และเมื่อ มันไม่เป็น เช่นนั้น เขาก็วิ่งหนีไป หลายสิบปีที่ การศึกษาไทย ได้ดำเนินการแบบผิดๆ ในการให้ นักเรียน มีข้อมูล ชิ้นหนึ่ง ให้จำ และข้อสอบ ปรมัยให้เลือก ก-ง ดังนั้น เมื่อมีคน ขอร้องให้ นักเรียนคิดด้วยตัวเอง แม้แต่นิดเดียว นักเรียน ก็จะคิดว่ามันยากมาก เพราะพวกเขา รู้จักแต่จะเลือก คำตอบ จากตัวเลือก ที่มีให้ เท่านั้น มันใช้การคิด เพื่อที่จะเห็นจริงว่า ทุกส่วนของภาษาอังกฤษมัน ทำงานประสานกันอย่างไร และต้องทำด้วยตัวเอง ซึ่งก็มากเกินไป ที่จะขอร้องนักเรียนไทยให้ทำ (ถึงแม้ว่า มันไม่ยากก็ตาม) เขาจึงวิ่งหนีไป จากนั้น ก็กลับมาอีก เพราะ้ต้องกลับมา ไม่นาน เขาก็วิ่งหนี อีกครั้ง หรือไม่ก็ มองหาครููใหม่ เผื่อว่า จะทำให้ภาษาอังกฤษ มันชัดเจนขึ้น โดยที่เขานั่งเปล่าๆ ไม่ทำอะไรเลย
ความลับ #8: ผู้เรียนที่ดี รู้ว่ากลยุทธ์ของการเรียนรู้ มีเพียงว่า ทำงาน และอดทน เขารู้ว่าการเรียนเป็นงานของเขา และเขาต้องทำอะไร ด้วยตัวเขาเอง, ไม่ใช่ได้แต่นั่งเฉยๆ
นักเรียนทะลึ่ง หาทางลัด และเสาะหา "เทคนิคพิเศษ" หรือ กลไกต่างๆ ที่จะช่วยให้เขาสอบผ่าน ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังต้องการให้ครู ทำงานส่วนใหญ่ให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องคิด
ความลับ #9: ผู้เรียนที่ดี ไม่ตามเพื่อน พวกเขาใส่ใจแต่ว่า พวกเขากำลังเรียนอยู่ จริงหรือไม่ พวกเขาไม่คัดลอกการบ้านของเพื่อน พวกเขาไปเรียน โดยไม่ได้กังวลว่า เขาจะมีเพื่อนนั่งด้วยหรือไม่ เขาไม่ปล่อยให้ความทะลึ่งของเพื่อน หันเหความสนใจ หรือปล่อยให้เพื่อนพังแผนของเขาได้ พวกเขา ทำตัวเอง ให้ความก้าวหน้า เป็นเส้นตรง ตามที่เขาจำเป็นต้องทำ ไม่ได้ทำตามสิ่งที่ เพื่อนทะลึ่งของเขาต้องการ เพียงเพื่อ ทำบางอย่าง ให้้ชีวิตมันง่ายขึ้น เท่านั้น
นักเรียนเหลวไหล ทำุทุกสิ่งเป็นฝูง เหมือนวัว หรือ (พูดได้มั้ยหนอ ควาย) พวกเขาทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ได้ หรือคิดเองก็ไม่ได้ พวกเขาวางแผนที่จะไปเรียนด้วยกัน กับเพื่อนๆ และแทบทุกครั้ง ที่หนึ่งหรือสอง ในกลุ่ม เพื่อนมีปัญหา และแผนที่วางไว้็ พังทลาย การเรียน ของพวกเขา ไม่เคยมุ่งมั่น เป็นเส้นตรง และบ่อยครั้งก็เป็นไป ทางตรงกันข้าม
THE ADVANCED SECRETS:
ความลับ #10: ผู้เรียนที่ดี จดโน๊ตเป็นตอนเรียน ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่า เขาจดทุกสิ่งที่ครูพูด เหมือนกับหุ่นยนตร์ที่ตื่นกลัว ซึ่งหมายถึงเขาพยายาม ที่จะเรียบเรียงบทเรียน ในวิธีการที่เขาสามารถอ่าน และเข้าใจในตอนหลัง ข้อมูลที่เขาบันทึก ช่วยเขา เมื่อคำพูดของครู เลือนหายไป จากสมองของเขา ดังนั้น เขาจดเพื่อที่ มันจะ มีเหตุมีผล เข้าใจได้ ในอนาคต จดสิ่งที่ีมี ความคิดหลักใหญ่ก่อน และความคิดย่อยๆ ตามมา ถ้ามีเวลา ที่จะเขียน
ในการทำแบบนั้น พวกเขาต้องแน่ใจว่า เขาฟังครู ตลอดเวลา ไม่ได้แค่คัดลอก จากกระดาน เหมือนคนโง่ หลายๆไอเดียหลัก จะมาจากปากของครู และไม่ค่อย ได้เขียนลงบนกระดาน สิ่งที่เขาเขียน อาจจะ ดูแตกต่าง จากสิ่งที่ครูเขียน เพราะมันจะต้องรวม ไอเดียที่พูดออกมาด้วย และมันเป็นการเขียน เพื่อตัวเขาเอง ไม่ได้เขียนให้ครู พวกเขาอาจเขียน เป็นกล่อง หรือลูกศร หรือขีดเส้น เพื่อที่จะ แยกหรือเชื่อมไอเดียต่างๆ คลิก ที่นี่ เพื่อไปหา เทคนิคการจดบันทึก
และ, สมุดจดโน๊ต ของนักเรียนที่ดี จะถูกรวบรวม เพื่อที่จะช่วยเขา หาสิ่งที่เขาต้องการตอนหลัง บ่อยครั้ง ที่มันออกมารูปนี้: งานประจำวัน และโน๊ตที่เขาจดอยู่ด้านหน้า จะลำดับแบบไหน ก็ได้ แต่มี หน้าพิเศษ อยู่ด้านหลังสมุด เพื่อแยกประเภท เช่น คำกิริยา, คำสำนวน, คำคุณศัพท์, ตัวอย่างหลักไวยากรณ์ 9ล9 สิ่งที่เขาคิดว่า สำคัญ จะถูกใส่ไว้ หน้าหลัง ตามประเภทของมัน วิธีการนี้ พวกเขา จะสามารถหาสิ่งที่เขาลืมได้ อย่างรวดเร็ว คุณจะเห็นพวกเขา จดโน๊ต ในขณะเรียนเป็นลำดับ จำแนก ตามหัวข้อแต่ละอัน
เช่นเดียวกัน, เมื่อเขาจดโน๊ต พวกเขาเกลียดการเขียนสิ่งที่ เขาไม่เข้าใจ ถ้าเขารู้สึกว่า เขาต้องทำ เพื่อให้ได้ไอเดีย ที่สำคัญ เขาต้องแน่ใจว่า ได้เขียน เครื่องหมายคำถามไว้ เพื่อที่ว่า เขาสามารถ ถามคุณครูได้ ในตอนหลัง ว่ามันหมายถึง อะไร
นักเรียนเหลวไหล แน่ละ, ไม่ทำแม้แต่ จะจดโน๊ดด้วยซ้ำ หรือ ดีที่สุดก็ คัดลอก เหมือนหุ่นยนตร์ โดยที่ ไม่เข้าใจอะไรเลย, และเหตุเพราะ พวกเขารีบจด สิ่งที่ เขาเอง ก็ไม่เข้าใจ พวกเขา ไม่ฟังคุณครู และพลาดไอเดีย สำคัญๆ หลายอย่าง ท้ายสุด พวกเขาก็จบลง ด้วย บันทึกที่ไม่มีระเบียบ และ ไม่เข้าใจ, แต่รู้สึก เหนื่อยจากการทำงาน ทั้งหมด! และต่อมา เขาก็ไม่รู้ว่า เขาได้เรียนอะไรมาบ้าง
สมุดโน๊ตที่ว่างเปล่า =
สมองที่ว่างเปล่า
ความลับ #11: ผู้เรียนที่ดี มองหาภาษาอังกฤษของจริง นอกห้องเรียน พวกเขาเสาะหาสิ่งที่สนุก หรือหนังสือ ภาษาอังกฤษ ที่่น่าสนใจไว้อ่านเล่น หรือดูหนัง หรือโชว์ต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ และท้าทายตัวเอง ที่จะเข้าใจ ภาษาอังกฤษ วิธีการแบบนี้ เขาได้เห็นว่า จริงๆแล้ว ภาษาอังกฤษ มันทำงานอย่างไร และคนเขาใช้อย่างไร ในการพูดสื่อสารจริงๆ
ความจริง ก็คือ บ่อยครั้ง ผู้เรียนที่ดีคือ คนที่ ชอบอ่านหนังสือ เพื่อสนุกๆ ในภาษาไทยด้วย และเราไม่ได้หมายถึง หนังสือการ์ตูน, เมื่อพวกเขาไม่มีอะไรทำ คุณจะเห็นเขา ก้มหน้าก้มตากับหนังสือ, นวนิยาย, หรือหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ปัจจุบันนี้ ทุกคนอ่านหนังสือ แฮร์รี่ พอร์ทเตอร์ กันถ้วนหน้า แต่ผู้เรียนที่ดี อ่านหนังสืออื่นด้วย มีหนังสือดีๆ อยู่ในโลกมากมาย และเพราะว่า เขาทำแบบนั้น สมองส่วนที่เป็นด้านภาษา ก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ท่วมท้น ล้นสมอง ที่จะรับเอารูปแบบการเขียน ของอีกภาษาหนึ่งเพิ่มเข้าไป
ผู้เรียนที่ดี ดูหนังฝรั่ง พากษ์ฝรั่ง หรือ soundtrack และพยายาม ที่จะจับคำและความหมายของคำ บ่อยครั้งที่มันยาก แต่ถ้ามีหนังที่เขาชอบมาก เขาก้ดูหลายๆ รอบ และพยายามที่จะแกะบทสนทนา ให้ได้มากขึ้นและมากขึ้น
เคเบิ้ล ทีวี ก็เป็นแหล่ง สำหรับภาษาอังกฤษแบบประจำวัน มีรายการสนุกๆ มากมาย เช่น รายการเด็กๆ ช่อง Nickelodeon
นักเรียนเหลวไหล ไม่เคยจับ หนังสือนอกห้องเรียน อื่นๆ เลย และก็ไม่มองหาฟังภาษาอังกฤษอื่นๆ อีกเลย พวกเขาดูแต่สิ่งที่ครูบังคับให้เรียน ซึ่งทำให้เขาไม่มี ความคิดอื่นๆ ในเรื่องของ ภาษาที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน และก็ไม่รู้รสชาด ของภาษาไปด้วย
และก็คงจะแน่นอนว่า นักเรียนเหลวไหล เป็นนักเรียนที่ ไม่อ่านหนังสือไทยด้วย เช่นกัน ยกเว้น แต่หนังสือการ์ตูน หนังสือตลก ในโลกนี้ มีวิจิตรศิลป์ิ ชั้นดี แต่หนังสือที่นักเรียนไทยอ่านเล่น เป็นขยะ, เช่นเดียวกับ ละครนทีวี น้ำ้ำเน่า ทั่วๆไป ก็เป็นขยะ, สิ่งของต่างๆ ที่หลายบริษัท ทำเงินจากคนที่ไม่มีสมอง เนื่องจากนักเรียนเหลวไหลไม่อ่านหนังสือมากนัก สมองส่วนที่เป็นภาษา จึงไม่ได้พัฒนามาก การอ่าน หนังสือเรียนที่โรงเรียน ก็เจ็บปวดมากพอ สำหรับนักเรียนเหล่านี้แล้ว ถ้าจะให้อ่านหนังสือ ภาษาอังกฤษด้วย คงจะลืมไปได้เลย
และในที่สุด นักเรียนเหลวไหล ไม่เคยสน หรือเข้าใกล้ หนังพากษ์ฝรั่ง หรือ soundtrack เพราะว่า เขาเกลียดการอ่าน ภาษาไทยด้านล่าง (อาจเป็น เพราะว่า เขาอ่านได้ไม่เร็ว แม้แต่ในภาษาไทย ) และคงเกลียดการคิดตามตอนดูหนังนั้น
ความลับ #12: ฝึกฝน และ ทบทวน PRACTICE AND REVIEW. หลังเลิกเรียน ผู้เรียนที่ดี ดูและทบทวนงานและสมุดจดโน๊ต อีกครั้ง, ทบทวนความผิดที่เขาทำ, และบางครั้งยัง คัดลอกโน๊ต ของตัวเองให้เรียบร้อยอีกครั้ง จากนั้น เขาก็พูดออกมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับตัวเองหลายๆครั้ง วิิธีการนี้ ช่วยทำให้บทเรียนเข้าไปในสมองได้ลึกกว่า และจำได้นานกว่า
นักเรียนเหลวไหล ไม่เคยดูงานของตัวเองอีกเลย, ไม่เคยฝึกฝน,และไม่นานก็ลืมไปว่าเรียนอะไรมาบ้าง, ดังนั้น เมื่อกลับไปเรียน เขาก็กลับไปนับหนึ่งอีกครั้ง และก็จะทำผิดแบบเดิมอีก
ที่มา: www.tookaa.com
ที่มา: www.kroobannok.com
เว็บไซต์ www.iluveng.co.cc ขออนุญาตคัดลอกมาเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา